ชมัยภร แสงกระจ่าง

๒. วัสสา

มีเสียงเคาะประตูห้องเบา ๆ พอทองทาบอก “เชิญ” ประตูก็เปิดออก แล้วใบหน้าสะอาดสะอ้านของหนุ่มน้อยคนหนึ่งก็โผล่เข้ามา
“สวัสดีคร้าบ ครู” เสียงของเขาแจ่มใสเช่นเดียวกับหน้าตาทองทาเงยหน้าขึ้นมอง
“วัส..” น้ำเสียงยินดี
“มาแต่เมื่อไหร่นี่ ”หนุ่มน้อยยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ก่อนนั่งลงตรงหน้า เขาเป็นอดีตลูกศิษย์คนโปรด และปัจจุบันเป็นอาจารย์บรรจุใหม่หมาด ๆ ที่มหาวิทยาลัยวิทยอลังการ ชานเมืองกรุงเทพมหานคร เขาเพิ่งจะจบปริญญาโทไปจากคณะ และกำลังวางแผนเรียนต่อปริญญาเอก อนาคตสดใส ทั้ง ๆ ที่ชีวิตในอดีตไม่ค่อยจะสดใสเท่าไรนัก หลังจากไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกันพักหนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการ

“ผมอยากจะปรึกษาครูเรื่องการเรียนปริญญาเอกน่ะครับ”
“ว่าไง”ทองทาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้นึกเห็นภาพหนุ่มน้อยคนนี้เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว เด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ผอมแห้ง ดูกระหืดกระหอบและกระมอมกระแมมตลอดชีวิต เขาเคยนั่งที่เก้าอี้ตัวเดียวกันนี้ ตัวเดียวกับที่นาลี นาลา มานั่งก้มหน้าอยู่เมื่อสองสามวันที่แล้วเช่นเดียวกัน ครั้งนั้นของวัสสา เขาก้มหน้าเงียบ น้ำตาไหลเป็นทาง เขามาหาทองทาอย่างคนอัดอั้นตันใจ คนไร้ทางออกทั้ง ๆ ที่ทางชีวิตเขาตีบตันมาหลายครั้ง แต่เขาก็สามารถทะลุทะลวงผ่านด่านต่าง ๆ ได้อย่างทรหดอดทน เขาเป็นเด็กบ้านนอก เกิดในที่ทุรกันดาร แต่เขาเป็นบัว แม้เกิดในโคลนตมแบบที่โบราณว่า แต่เขาก็โผล่ขึ้นเหนือโคลนตมได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“อาจารย์ครับ…แม่ผมอาการหนัก”
“แล้วไง”ทองทาย้อนถาม นึกในใจแบบคนงานเยอะ ชีวิตหนักหนาสาหัสว่า แม่ใครก็ต้องป่วยทั้งนั้น และเธอก็ไม่ใช่หมอในโรงพยาบาล แต่พอมองเห็นน้ำตาที่หยาดลงของลูกศิษย์ เธอก็อดไม่ได้ที่จะเพิ่มประโยคต่อไป
“ไปโรงพยาบาลหรือยัง..”
“ไปไม่ได้หรอกครับ..”เขาพูดสั้น ๆ
“ทำไมล่ะ…ไม่มีเงินพาไปหรือ เดี๋ยวนี้เขาก็มีสามสิบบาทรักษาทุกโรคนี่นา..มีบัตรไหม หรือเป็นคนต่างด้าว”
“อาจารย์ครับ…”เขาเรียกเหมือนหากำลังใจ
“อาจารย์ช่วยผมด้วยนะครับ…”แล้วเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่ง ลงไปนั่งคุกเข่าอยู่ในช่อง เล็ก ๆ  ข้าง ๆ โต๊ะทำงาน พนมมือก้มลงกราบราบพื้น
“แม่ผมไม่มีทางเลือกแล้วครับ..”
ทองทารู้สึกตกใจเล็กน้อย เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก้มลงเอามือจับต้นแขนของหนุ่มน้อย “เอาละ…ครูจะพยายามช่วยนะ เล่ามาก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น..”

ขณะนั้นทองทาคิดแต่เพียงว่าคงเป็นโรคมะเร็งหรือโรคอะไรที่หนักหนาสาหัสจนแม้หมอโรงพยาบาลก็ช่วยไม่ได้ แม้รู้ว่าตัวเองก็คงช่วยไม่ได้ แต่ทองทาก็คิดว่าอย่างน้อยก็ช่วยปลอบใจหนุ่มน้อยนี้ไว้ก่อน วัสสาลุกขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ตรงหน้าผู้เป็นครู ก้มหน้านิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นพูดสั้น ๆ
“แม่ผมฆ่าพ่อผมตาย และตอนนี้ถูกจับขังอยู่ บาดเจ็บสาหัสด้วยครับ นอนอยู่ในโรงพยาบาล”

หัวใจของทองทาหล่นลงครั้งเดียวถึงตาตุ่ม แล้วก็กลับโลดเต้นขึ้นมาใหม่อย่างรุนแรงต่อสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ เหมือนจะเดินมาหาเด็กหนุ่ม แต่แล้วก็กลับนั่งลงไปใหม่ พลางยื่นมือทั้งสองออกไปเบื้องหน้า
“วัสสา ขอมือครูหน่อย”เด็กหนุ่มทำท่าเหมือนมือของตนเป็นมือสกปรก เขาส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ทองทาส่งเสียงเรียกเขาดังขึ้นเข้มขึ้น “วัสสา ยื่นมือมา”

วัสสายื่นมือไป ทองทาบีบมือหนุ่มน้อยแน่น แม้เขาจะเป็นฝ่ายต้องการกำลังใจจากมือของเธอ แต่นาทีนี้ทองทากลับรู้สึกว่าเธอต่างหากที่กำลังต้องการกำลังใจจากเขา กำลังใจจากมนุษย์ผู้เผชิญเคราะห์กรรมอันร้ายแรง กำลังใจจากเขาที่ยังมีแรงที่จะเดินมาจนถึงโต๊ะของครูผู้หวังเป็นที่พึ่งได้ น้ำตาของครูทองทาจึงไหลรินตลอดเวลาที่ฟังเรื่องจากวัสสา นักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งผู้เผชิญชะตากรรมเมื่อครั้งกระโน้น วันนี้ เขามาพร้อมกับดวงตาคู่เดิม ใสสะอาดทั้งที่ชีวิตมืดมน
“ผมอยากจะมาเรียนต่อที่คณะนะครับ…ลงลึกไปในสาขาวรรณคดี แต่ใคร ๆ ก็บอกว่าให้เรียนเสียที่มหาวิทยาลัยที่ผมสอนแหละ ด้านการศึกษา จบก็จบง่ายกว่า เพียงแต่ต้องเสียเงินเยอะหน่อย เพราะเป็นโครงการพิเศษ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างเกรง ๆ

ทองทานิ่ง วัสสาเป็นเด็กเรียนดีเยี่ยม ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง แม้จะสอบเข้าเรียนปริญญาโทได้ และควรได้สิทธิ์เป็นอาจารย์ที่คณะ โดยการจ้างอัตราลูกจ้างไปก่อนอย่างที่เคยทำมากับหลาย ๆ คน แต่เขากลับไม่ได้รับสิทธิ์นั้น เพราะสาเหตุจากเรื่องแม่ของเขา แม้ทองทาจะยืนยันอย่างหนักแน่นว่าลูกก็คือลูกไม่เกี่ยวกับแม่ แต่กระนั้นอาจารย์ส่วนใหญ่ซึ่งล้วนมาจากตระกูลสูงหรือไม่ก็ร่ำรวยต่างก็ตกใจกับเรื่องของลูกศิษย์ที่มีแม่เป็นฆาตกรตามความจำเป็น

“รับไม่ได้เลย พ่อแม่ฆ่ากัน ยังไงลูกก็ต้องรับยีนร้าย ๆมาบ้างละ จริงมั้ย” อาจารย์พาเมล่าแสนสวยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหลม ๆ ทำท่าเหมือนจะมีเหตุมีผล
“แหม…”อาจารย์แสงตะวันอีกคนที่เป็นคู่หูกัน ตระกูลไม่สูงแต่พ่อรวยระเบิดเถิดเทิงลากเสียงยาว ต่อเรื่องไปเลยเถิดโดยไม่รู้ตัว “เขาอาจจะเป็นลูกท่านชายที่ถูกขโมยออกไปจากวังโดยแม่ของเขาที่เป็นคนใช้ก็ได้นะ…นี่ตอนนี้ก็รอเจ้าคุณมาพิสูจน์ปานแดงที่ก้นอยู่..”พูดแล้วสองสาวก็หัวเราะกันคิกคัก แต่ทองทาทนแทบไม่ได้ แม้จะเป็นเรื่องพูดกันเล่น ๆ และเจ้าตัวไม่ได้ยิน แต่สำหรับอาจารย์ผู้ใหญ่แบบทองทา ถือว่าเป็นน้ำเสียงของมนุษย์ที่เยาะเย้ยมนุษย์ด้วยกัน

“ไม่เอาน่ะ อาจารย์แพมกับอาจารย์หลีก็พูดเกินไป” เธอกล่าวปราม หญิงสาวทั้งสองผู้มีธาตุดีในตัวไม่น้อยรีบยกมือไหว้ขอโทษ แต่ก็ไม่เกี่ยวกับการโหวตรับอาจารย์ใหม่ เป็นความใจกว้างเกินกว่าเหตุของทองทาเองที่อยากให้ทุกอย่างโปร่งใส จึงนำเรื่องคุณสมบัติของอาจารย์คนใหม่เข้าพิจารณาในที่ประชุมอาจารย์ในภาควิชา

แม่ของวัสสาใช้มีดแทงสามีตายด้วยเหตุเพื่อป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่ลูกชาย เนื่องจากลูกชายได้วิ่งเข้ามาช่วยแม่ในขณะถูกผู้เป็นพ่อทำร้ายร่างกาย ในขณะที่ตัวเธอเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสามีทุบตีและใช้มีดเล่มเดียวกันนั้นแทง ทองทารับฟังเรื่องของลูกศิษย์ด้วยหัวใจที่เจ็บปวดรวดร้าว การต่อสู้คดีในศาลใช้เวลานาน ในระหว่างนั้น ทองทาเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นให้แก่ลูกศิษย์

“ครูไม่ต้องให้ตังค์ผมเยอะหรอกครับ…”เขาว่า
“ผมอยู่วัด…ผมมีกินแน่นอน” วัสสากลายเป็นลูกศิษย์สนิทสนม และเรียกทองทาว่าครู และครูก็เรียกศิษย์ว่า “วัส” อันเป็นคำพ้องเสียงกับ
“วัด”ในฐานะที่เป็นลูกศิษย์วัด
“อยู่วัดสมัยนี้ก็เป็นอันตรายนะ”ผู้เป็นครูบ่น

เด็กหนุ่มหัวเราะ “ไม่หรอกครับ…ผมโชคดีครับ นี่เป็นโชคดีอย่างเดียวที่ผมได้จากพ่อครับ พ่อเขามีเพื่อนรักคนหนึ่งไปบวชเป็นพระ และเป็นพระปฏิบัติด้วย เขาเคยพาผมมากราบพระอาจารย์ตั้งแต่สมัยที่เขายังไม่ติดเหล้า พอผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ ผมก็เลยตามมากราบท่าน และขออยู่กับท่านครับ…พระอาจารย์ยง วัดจันทร์ไงครับ ท่านมีชื่อเรื่องสอนปฏิบัติสมาธิภาวนา ท่านรู้เรื่องพ่อกับแม่แล้ว ท่านยังบอกกับผมว่า เป็นกรรมที่ทำกันมา…”
“ถ้าจำเป็นต้องจ่ายค่าอะไรก็มาเอาที่ครูก็แล้วกัน” ทองทาสรุปให้หนุ่มน้อยฟัง

หลังจากหายทุกข์โศกเรื่องแม่ และเรื่องราวทั้งหลายคลี่คลายลงโดยแม่ของวัสสาไม่ได้รับโทษ เพราะถือเป็นการป้องกันตัวและป้องกันคนที่รัก แต่กระนั้นเธอก็ติดคุกระหว่างดำเนินคดีไปสองปีเต็ม แม้เมื่อตัดสินไม่มีโทษ จะได้ค่าชดเชยมา แต่ก็ถือว่าน้อยนิดมาก ถ้าเทียบกับการต้องโทษนานถึงสองปี รวมทั้งชื่อเสียงที่เสื่อมเสียไปด้วย ภายหลังจากที่เข้าที่ประชุมแล้ว และวัสสาไม่ได้เป็นอาจารย์ที่คณะแน่แล้ว ทองทาก็หาทางส่งเสริมลูกศิษย์ให้เข้าเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยอื่นต่อไป ด้วยเห็นศักยภาพของเขา ทั้งในด้านความรู้แท้และความสามารถในการถ่ายทอด ทองทา มองดูชายหนุ่มที่เกือบจะเรียกว่าปั้นมากับมืออย่างเอ็นดู ผู้สูงวัยนิ่งฟังคำถามของอาจารย์ใหม่ แล้วอธิบายโดยละเอียด

“วัสต้องถามตัวเองเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือเรื่องความรู้ ปริญญาเอกสองแห่งให้ความรู้ตรงตามที่ต้องการหรือไม่ สอดคล้องกับการสอนในฐานะผู้ประสาทความรู้หรือไม่ และข้อสอง วิธีการที่จะได้ความรู้นั้นมา ใครสอน การสอนเป็นอย่างไร หรือกว่าจะเข้าถึงตัวผู้สอนได้ต้องใช้เวลาในการเดินทางเท่าไร คุ้มกันไหมกับการทำเช่นนั้น รวมทั้งเรื่องเวลาด้วย แต่สำหรับเรื่องของค่าใช้จ่าย ครูไม่รู้แล้ว เพราะครูคุ้นชินกับการเรียนโดยไม่ต้องใช้เงินจนเกินกว่าเหตุ แต่เมื่อสมัยนี้เขาเอาเงินมาเป็นตัวตั้งประการหนึ่งของการศึกษา ครูก็คิดไม่ค่อยออกแล้ว..”

วัสสายกมือพนมไหว้ “ครับครู ผมชัดเจนแล้วครับ ความจริงผมก็ไม่เคยคิดเรื่องเงินอยู่แล้ว เพราะผมเป็นคนไม่มีเงิน เพราะฉะนั้น ผมยอมลำบาก ผมจะมาสอบเข้าเรียนต่อที่คณะครับ…”
ทองทาหัวเราะ สัพยอกว่า “เร็วไปหน่อยมั้ย ครูไม่ทันได้ให้คำปรึกษากี่ประโยคเลย”
หนุ่มน้อยหัวเราะอีก
“ผมก็รู้อยู่แล้วครับว่าครูจะตอบว่าอย่างไร ผมเพียงต้องการความมั่นใจขึ้นเท่านั้นว่าผมคิดไม่ผิด และผมยังคิดเหมือนครู ผมไม่เคยลืมหรอกครับว่าครูเป็นคนทำให้ผมมีวันนี้”
“วันไหน” ทองทาย้อนขำ ๆ ครูกับศิษย์ยังนั่งคุยกันไปอีกพักใหญ่ว่าด้วยเรื่องของระบบการเรียนการสอน ก่อนที่ครูจะเอ่ยชื่อลูกศิษย์คนหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“ปีที่ครูเจอวัส ครูก็ว่าแปลกแล้วนะ แต่ปีนี้ครูเจอเด็กคนหนึ่ง ชื่อนาลี..”
“นารีหรือครับ..”วัสสา กระดิกลิ้นทองทาหัวเราะ
“ไม่ใช่นะวัส..ชื่อเขาเป็น ล ลิง นาลี นาลา ไม่รู้ว่ามาจากใคร อาจจะเป็นอำเภอเขียนผิด หรือไม่ก็พระที่ไม่รู้บาลี …”
วัสสาหัวเราะ “ผมว่ามาจากเนปาลมังครับ…เนปาลี นาลี นาลา ลองออกเสียงดูสิครู ฟังยังกะเจ้าหญิงเนปาลเลย…”
ทองทาพยักหน้า “เข้าท่า ๆ ”

วัสสายังมีชีวิตที่ลำบากยิ่งสำหรับคนเริ่มทำงานใหม่ ๆ แม่ของเขายังคงอยู่ที่บ้านเดิมที่กาญจนบุรีกับลูกสาวคนโต ซึ่งเป็นพี่สาวคนเดียวของวัสสา เขาเล่าว่า เงินเดือนของเขาแทบทั้งหมดเป็นของแม่ และเขาอยู่ได้ด้วยเงินสอนพิเศษ นี่เป็นข้อที่ทองทาเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง เธอบอกกับเขาว่า
“อย่าเห็นแก่เงินสอนพิเศษนักนะวัส…ถ้าเห็นแก่มันมาก มันอาจจะมาครอบครองชีวิตวัสได้” ลูกศิษย์ลากลับไปแล้ว เขาบอกลาเธอสั้น ๆ ว่า “ดีใจจังครับ ได้มาชาร์ตไฟกับครู…”
แล้วเขาก็พนมมือก้มศีรษะอย่างนอบน้อม ทองทารับไหว้ จากนั้นก็นั่งยิ้ม ฟังเสียงฝีเท้าของเขาที่เดินกลับออกไปตามทางเดินอย่างมีความสุข

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)