เรื่องและภาพ:’เพลงศิลา’

พื้นผนังหลังบัวที่ฐานปัทม์
เป็นครุฑอัดยืนเหยียบภุชงค์ขยำ
หยิกขยุ้มกุมวาสุกรีกำ
กินนรรำรายเทพประนมกร

ใบระกาหน้าบันบนชั้นมุก
สุวรรณสุกเลื่อมแก้วประภัสสร
ดูยอดเยี่ยมเทียมยอดยุคุนธร
กระจังซ้อนแซมใบระกาบัง

นาคสะดุ้งรุงรังกระดึงห้อย
ใบโพธิ์ร้อยระเรงอยู่เหง่งหงั่ง
เสียงประสานกังสดาลกระดึงดัง
วิเวกวังเวงในหัวใจครัน
(๑)

ป่านนี้ท้องฟ้าด้านนอกคงมืดสนิทแล้ว ผมยืนอยู่ระหว่างผนังกับฐานชุกชีด้านหลังพระประธานเพียงลำพัง เพื่อนช่างเขียนคนอื่น ๆ พากันออกไปเที่ยวงานประจำปีของวัดกันหมดแล้ว ขณะกำลังเติมชีวิตสัตว์น้อยใหญ่ในป่าหิมพานต์ โดยเขียนสีให้นกอรหันคู่หนึ่งอยู่ มันมีร่างคล้ายนกกระทา แต่ศีรษะเป็นมนุษย์ ใบหน้าของนกอรหันตัวผู้นั้นละม้ายกับใบหน้าของใครสักคนหนึ่งที่เคยรู้จัก เสียงระนาดขึ้นเพลงเสมอดังแว่วมาจากลานวัด ขณะผมช้อนตาขึ้นไปตามผนัง ภาพแม่ลายอันประกอบเป็นส่วนต่าง ๆ ของวิมานบนสัตตบริภัณฑ์คีรี ซึ่งคัดเส้นโฉบน้ำหนักไว้อย่างบรรจงนั้น คล้ายถูกซ้อนด้วยภาพเครือเถาเกี่ยวร้อยรัดเป็นรูปรอยจากชอล์คสี ที่ปรากฏบนผนังเชิงสะพานข้ามคลองละแวกบ้านเดิมของผมเมื่อวัยเด็ก ผมก้มลงมองใบหน้าของนกอรหันตัวนั้นอีกครั้ง ความทรงจำเก่า ๆ ก็เริ่มเปิดม่านการแสดงของมัน…
“ทำการบ้านเสร็จแล้วรีบออกมาเลยนะ เราไปช้อนหัวตะกั่วที่ใต้สะพานกัน”
ผมชวนไอ้กุ่ยระหว่างทางเดินกลับจากโรงเรียนด้วยกัน เราชอบเดินมากกว่าจะขึ้นรถเมล์ ระยะทางเกือบสองกิโลเมตรไม่ได้ไกลเกินไปสำหรับเด็กมัธยมสอง มันเป็นช่วงเวลาผจญภัยของเรา ย่านการค้า โรงหนังและตลาด มีสิ่งดึงดูดใจมากมาย ไอ้กุ่ยมักจะหยุดมองกีต้าร์ที่แขวนขายอยู่ในร้านเครื่องเขียนบ่อย ๆ มันเคยบอกผมว่าสักวันจะซื้อมาหัดเล่น สุดตลาดเป็นทางกลับรถใต้สะพานและคลอง เรามักเดินมาทางนี้เพื่อลอดใต้สะพานไปยังฝั่งบ้านเรามากว่าจะข้ามสะพานลอยหน้าตลาด เดินย้อนผ่านร้านบัดกรีรางน้ำ ร้านทำฟัน ตรอกโรงน้ำชา เรื่อยไปจนพ้นเชิงสะพาน จนถึงธนาคารออมสินที่ตั้งอยู่ปากซอยบ้านของเราสองคน…
“ไอ้ทุ้ยโว้ย ไปกันได้รึยัง”
ไอ้กุ่ยมาร้องเรียกอยู่หน้าบ้าน ผมคว้าขันและกระชอนที่เตรียมไว้ ก่อนจะหันไปตะโกนบอกยายที่โม่แป้งอยู่หลังบ้านว่าจะไปช้อนปลาในคลองกับไอ้กุ่ยเดี๋ยวเดียว เสียงยายตะโกนตอบ
“ระวังอย่าให้ตกน้ำตกท่าไปล่ะ”
“ครับ” ผมรับคำแล้วรีบออกไปกับเพื่อนรัก
“มึงจะช้อนหัวตะกั่วไปทำอะไรวะ” เพื่อนถามผมขณะเดินออกจากซอย
“เอาไปเป็นลูกไล่ปลากัด ว่ะ ไอ้เขียวมันมีแววจะกัดเก่ง แต่กูยังไม่อยากให้มันกัดกับปลากริม หรือปลากัดด้วยกัน ลองให้มันซ้อมเบาเบา ลับปากมันก่อน”
“ถ้าเสร็จแล้ว เราไปที่ลานกลางซอยกันนะ แม่บอกว่ามีลิเกคณะใหม่มาเปิดวิกเล่นอยู่”
“เอาสิ” เราเดินกันมาเงียบ ๆ จนถึงปากตรอกโรงน้ำชา บางอย่างบนผนังเชิงสะพานสะดุดตาผมมาก มันเป็นลายไทยที่เขียนขึ้นด้วยชอล์กหลากสี ผมคุ้นกับลายไทยบนปกสมุดและหนังสือ ซึ่งเป็นเพียงแค่ลายเส้นดูแบน ๆ ไม่เหมือนจะลอยออกมาจากผนังได้แบบนี้ ผมสะกิดไอ้กุ่ยให้ดูภาพตรงหน้า แต่มันกลับมองตามหญิงสาวสองคนที่กำลังเดินเลี้ยวเข้าตรอกโรงน้ำชาไป มันยื่นหน้าหลับตาพริ้ม ยืดคอสูดหายใจยาว ก่อนหันมาพูด
“พวกสาว ๆ ในโรงน้ำชาเนี่ย กลิ่นตัวหอมชิบหายเลยนะมึง”
“ไอ้ลามกเอ๊ย! มึงดูนี่ดีกว่า” มันหันหน้ามามองตามมือผม
“สวยไหม” ผมถาม
“ยังกะลายข้างโลง ใครเขียนไว้วะ”
“กูก็ไม่รู้”
“ไปเถอะ ช้อนปลาเสร็จแล้วจะได้ไปดูลิเกกัน” มันเร่งผมจนเกือบพากันเหยียบถ่านดิน ซึ่งอาก๋งที่อาศัยอยู่ในห้องแถวถัดไปเอามาตากไว้บนพื้นตรงนี้เป็นประจำ

ดวงอาทิตย์กำลังลับฟ้าไปด้านหลังโรงลิเก คล้ายดังสยบยอมให้แสงไฟบนเวทีได้โดดเด่นที่สุดในค่ำคืนนี้ ตัวแขกเดินกลับเข้าหลังม่านไปแล้ว ปี่พาทย์บรรเลงเพลงเสมอ ตัวเอกร่ายรำออกมายังหน้าเวที ไอ้กุ่ยนั่งดูนัยน์ตาเคลิบเคลิ้ม ผมนึกหมั่นไส้คำที่มันพูดเมื่อตอนเย็น จึงตบกบาลมันเบา ๆ ไปทีหนึ่ง
“เพียะ ! นี่แน่ะ ยังกะลายข้างโลง หรือมึง”
“อะไรของมึงเนี่ย ไอ้ทุ้ย” มันเอามือคลำหัวป้อย ๆ ผมยิ้มให้ มันทำหน้าสงสัยอยู่แวบหนึ่งแล้วหันกลับไปตั้งอกตั้งใจดูพระเอกลิเกที่กำลังเล่าถึงสาเหตุที่ต้องพลัดบ้านพลัดเมืองมา ผมยังนึกถึงภาพบนผนังนั่นอยู่ ผงชอล์คที่ป้ายไปบนผิวที่ขรุขระของปูนซีเมนต์ เมื่อจับแสงก็เกิดประกายไม่ต่างอะไรกับแววจากเพชรที่ประดับอยู่บนชุดของตัวเอกบนเวทีลิเก รุ่งขึ้น ผมแคะกระปุกเพื่อเอาเงินไปซื้อหนังสือสอนวาดลายไทย และชอล์คสีกล่องหนึ่งมาจากร้านเครื่องเขียนหน้าตลาด พอถึงบ้านผมก็เปิดออกดูและเขียนลายตามแบบในหนังสือ ถึงแม้ไอ้กุ่ยมาร้องชวนให้ไปเล่นด้วยกันผมก็ไม่ออกไปกับมัน เพราะกำลังสนุกกับการฝึกเขียนลาย ผมมองไปยังกล่องชอล์คสีที่วางอยู่ ตั้งใจไว้ว่าถ้าเขียนได้คล่องเมื่อไร ผมจะเอามันไปเขียนผนังตรงเชิงสะพานนั่น เพราะลายบนผนังลบเลือนไปมากแล้ว

เช้าตรู่ของวันสุดสัปดาห์ ผมออกไปช่วยยายขายขนมครกตรงหน้าปากซอยอย่างเคย ชายคนหนึ่งเดินเข้ามายืนยิ้มอยู่หน้าเตา ตาจ้องมองไปยังถาดขนมครกของยาย หน้าตาของเขามอมแมม ผมเผ้ายาวรุงรังจนจับกันเป็นก้อน เนื้อตัวมีแต่คราบไคลใส่เสื้อกางเกงมอซอ เท้าเปลือยเปล่า…’เหม็นสาบจังเลย อาบน้ำบ้างสิ’ ผมนึกอยู่ในใจ ยายยิ้มให้เขาแล้วหยิบขนมครกเกือบสิบคู่ใส่กระทงยื่นให้ เขายกมือไหว้และรับไป ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่ที่กำแพงตรงเชิงสะพาน ผมมองตามเขาไปด้วยความกังวล กลัวเขาจะฉี่ใส่ผนังที่ตั้งใจจะวาดลายไทย เขาหยิบขนมครกคู่หนึ่งใส่ปากก่อนวางกระทงลงข้างตัว แล้วใช้มือทั้งสองข้างลบภาพราง ๆ เหล่านั้น

นกกระจอกสองสามตัวบินลงมาจิกกินขนมครกในกระทง เขาเหลือบมองพวกมันเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไปยังกำแพงพร้อมกับล้วงเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วใช้เจ้าสิ่งนั้นปาดไปบนผนังปูน
“เฮ้ย !” ผมร้องออกไปได้เพียงแค่นั้น ชายคนนี้คือคนเขียนลายพวกนั้นนั่นเอง ตั้งแต่เขาเริ่มเขียนผมก็แทบไม่ได้ละสายตาไปเลย อาการวาดมือต่อเนื่องขยับไปตามทิศทางต่าง ๆ ดูคล้ายเขาร่ายรำไปพร้อมกับลวดลายเหล่านั้น ไม่นานนักบนผนังก็ปรากฏภาพลิงที่น่าจะมาจากรามเกียรติ์ตัวหนึ่ง วางท่าทะมัดทะแมง ล้อมรอบไปด้วยไม้ใหญ่น้อยที่เป็นลายไทยด้วยเช่นกัน ชายคนนั้นแบ่งขนมครกสองสามชิ้นจากกระทงวางไว้ที่พื้นให้นก แล้วเดินไปทางชายคลอง…

หลังจากช่วยยายเก็บร้านเสร็จแล้ว ผมรีบวิ่งไปหาไอ้กุ่ยที่บ้าน และชวนมันออกไปดูภาพที่น้าคนนั้นเขียนไว้ระหว่างทางก็เล่าเรื่องเมื่อตอนเช้าให้มันฟัง เมื่อไปถึงผมก็เอ่ยปากถามทันที
“สวยใช่ไหม”
“เออ สวยก็สวย” มันยักไหล่ ผมหยิบเอาชอล์กออกมาแท่งหนึ่งจากกล่องที่คว้าออกมาจากบ้านด้วย แล้วจดปลายของมันวาดเป็นลายกนกเปลว โดยมีไอ้กุ่ยเพื่อนรักยืนดูอยู่ข้าง ๆ ขณะที่ผมกำลังวาดซ้ำเพื่อเพิ่มน้ำหนักอยู่นั้น ก็มีมือสกปรกยื่นมาคว้าเอาชอล์กไปจากผม ถึงไม่ต้องหันไปมองก็เดาออกว่าเขาเป็นใคร เพราะผมจดจำกลิ่นสาบนี้ได้ดี น้าคนนั้นหักมันอกเป็นสองท่อน ส่งคืนให้ผมชิ้นหนึ่งก่อนจะตะแคงชอล์กปาดเป็นลายหางไหลให้ผมดู ผมขยับจะทำตามแต่ถูกน้าคนนั้นกุมมือไว้ แล้วเริ่มขยับประคองมือผมวาดเป็นลายต่าง ๆ ในช่วงแรกหัวใจผมเต้นตูมตามอยู่ในอก แต่ก็พอจะจับเค้าความหนักเบาและองศาของการวางชอล์กได้ จึงผ่อนกำลังตามแรงมือของน้าเขา เพียงครู่เดียวผมก็รู้สึกถึงการทำงานของนิ้ว ข้อมือและข้อศอก อยู่ ๆ น้าเขาก็ท่องกลอนออกมา

“สิงโตอัดกัดก้านกระหนกนกเกี่ยว
เทพเหนี่ยวเครือกระหวัดหัตถ์ขยุ้ม
ชมพูพานเกาะก้านกระหนกรุม
สุครีพกุมขรรค์เงื้อในเครือวงศ์”

(๒)

ถึงตอนนี้ น้าได้พามือและใจของผมเที่ยวท่องไปในพื้นผนังเสียแล้ว เพียงอึดใจเดียวก็ปรากฏภาพสิงห์ยืนอยู่คู่กับภาพเดิมโดยมีลายกนกเปลวที่ผมเขียนไว้แทรกอยู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรดลใจผมให้ยื่นชอล์กสีทั้งกล่องไปให้น้าเขา เขายิ้มและรับมันไปด้วยมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งยกขึ้นลูบหัวของผมแล้วชี้ไปยังภาพที่เราสองคนเพิ่งเขียนพร้อมกับพูดว่า
“อย่าทิ้ง ความสุข” ก่อนจะเดินไปทางตลาด แม้ผมไม่เข้าใจในคำพูดของน้าเขานัก แต่ก็ยืนมองภาพสิงห์ตัวนั้นด้วยความอิ่มเอิบใจอยู่สักครู่แล้วค่อยหันไปพูดกับเพื่อน
“ไอ้กุ่ย มึงเห็นไหม น้าสอนกู กูมีครูแล้วโว้ย”
“เออ ! กูดีใจด้วย แล้วจะให้เรียกครูของมึงว่า ‘ครูบา’ หรือ ‘ครูบ้า’ ดีล่ะฮึ ฮ่า ๆ ”
ผมยิ้มให้กับคำของเพื่อน ขณะที่ดวงตาเริ่มอุ่น และชื้นขึ้น ทุกครั้งที่เดินกลับจากโรงเรียนผมมักจะหยุดมองผนังเชิงสะพานนั้นด้วยความภูมิใจอยู่เสมอ จนหลายครั้งเพื่อนต้องกระตุกมือผมเพื่อจะเดินต่อไป ภาพ ๆ นั้นถูกผมคัดลอกลงบนเศษกระดาษครั้งแล้วครั้งแล้วเล่า และผมก็ได้ฝึกเขียนลวดลายไทยอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเย็นวันหนึ่งขณะกำลังช่วยยายเย็บกระทงอยู่ที่บ้าน ไอ้กุ่ยวิ่งกระหืดกระหอบมาหา
“ไอ้ทุ้ย ๆ มึงรู้รึยังว่า ‘ครูบ้า’ ของมึงถูกพวกกุ๊ยในตลาดกระทืบเสียน่วมแถวชายคลองเมื่อคืนวานนี้”
“จริงหรือ ! ไอ้พวกนั้นไปทำน้าเขาทำไม”
“พวกตลาดเขาบอกกันว่าน้าแกชอบเขียนลายไปทั่ว ทำให้ตลาดเขาสกปรก ไอ้กุ๊ยพวกนั้นคงอยากเป็นพระเอกกันมั้ง เลยพากันไปกระทืบแก”
“ไป ไอ้กุ่ย”
ผมลุกขึ้นวิ่งนำหน้าเพื่อนออกไปโดยไม่สนใจเสียงร้องห้ามของยาย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าไปถึงแล้วจะทำอะไรได้ เมื่อไปถึงที่นั่นเราสองคนช่วยกันมองหาน้าคนนั้น แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา มีเพียงก๋งไฮ้ ที่ทำถ่านดินยืนร่อนแกลบอยู่ไม่ไกล ผมร้องถามแกว่า เห็นน้าคนนั้นบ้างไหม แกนิ่งไปชั่วครู่ก่อนก้มหน้าร่อนแกลบต่อไป ช่างเถอะแกคงไม่เห็นหรอก ผมนึก
“เราข้ามไปดูที่ฝั่งโน้นกันไหม”
ไอ้กุ่ยเอ่ยปากชวน
“ไม่ล่ะ” ผมปฏิเสธ แต่ไม่ได้บอกเพื่อนว่า จริง ๆ แล้วผมกลัวและไม่เคยกล้าข้ามสะพานไปสักครั้ง ไอ้ทุ้ยบุ้ยใบ้ไปทางศาลาริมน้ำที่อยู่ห่างออกไป พวกกุ๊ยประจำตลาดพวกนั้นพากันหิ้วเหล้ายาปลาปิ้งลงไปยังศาลาเหมือนที่เคยทำเป็นประจำ ผมยืนกัดริมฝีปาก กำหมัดแน่น ก่อนตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่คนขี้ขลาดอย่างผมไม่เคยทำมาก่อน ผมขยับเท้าจะวิ่งไปหาไอ้กุ๊ยพวกนั้นแต่ไอ้กุ่ยคว้าข้อมือผมไว้
“เฮ้ย ! อย่านะไอ้ทุ้ย โดนพวกมันกระทืบแบนแน่” มันร้องห้ามพร้อมกับพยายามยื้อยุดผมไว้ ผมสะบัดมือเพื่อนออกอย่างแรงด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน ทันใดนั้นเอง มือเหี่ยว ๆ ข้างหนึ่งก็ตบหนัก ๆ ลงบนไหล่ผมและคว้ามันไว้
“ก๋งไฮ้” ชื่อเจ้าของมือนั้นและก้อนอะไรบางอย่างที่มันจุกในอก ก็เหมือนจะหลุดออกมาพร้อมกัน น้ำตาผมเริ่มไหล
“อาทุ้ย…คน ๆ นั้นเขาไปแล้ว อั๊วเห็นเขากะโผลกกะเผลกข้ามสะพานไปตั้งแต่เมื่อวาน เขาไม่เหมาะกับที่นี่หรอก บางคนถูกมองเหมือนนกกระจิบกระจอกที่ไม่มีค่า มีแต่เสียงร้องน่ารำคาญ ทั้งที่บางคนฟังแล้วกลับรู้สึกว่ามันไพเราะ ลื้อชอบฟังเสียงนกไหม”
ผมผงกศีรษะ น้ำตาหยดใส่หลังเท้า
“พวกคนจิตใจที่ร้อนรุ่มและแข็งกระด้าง ก็เหมือนพื้นและผนังซีเมนต์พวกนี้แหละ เรารดน้ำใส่ก็เปลืองน้ำ ชกใส่ก็เจ็บมือเปล่า“
“ไอ้พวกเลวนั่นทำน้าเขาทำไมครับก๋ง”
“คนบางพวกว่าตัวเองเป็นพญาอินทรีทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นแค่อีแร้ง คอยรอจังหวะเขาอ่อนแอค่อยรุมทึ้งเขา…ในโลกยังมีนกอีกมากมายที่ลื้อยังไม่รู้จัก และรอให้ลื้อออกไปฟังเสียงของมัน เอ่อ ! อาทุ้ย อั๊วขอร้องลื้ออย่าเอาชอล์กไปเขียนผนังอย่างเขาได้ไหม อยากวาดรูปก็วาดใส่กระดาษก็แล้วกัน”
“ได้ครับ ผมจะหัดวาดในกระดาษ สักวันเมื่อผมวาดเก่งขึ้นผมจะวาดบนผนังโบสถ์อย่างที่เคยเห็นตอนไปไหว้พระกับยาย”

ก๋งไฮ้ลูบหัวผม ยิ้มให้ ก่อนเดินกลับไปเก็บข้าวของของแก ผมทรุดตัวลงนั่งกับพื้นดินชื้น ๆ มองออกไปที่ลำคลอง ริ้วคลื่นเล็ก ๆ ที่เกิดจากฝูงปลาหัวตะกั่วแหวกว่ายหนีปลาใหญ่เข้าไปในกอสวะริมน้ำ นกกระจอกสามสี่ตัวเกาะอยู่บนสายไฟส่งเสียงร้องจ๊อกแจ๊กอยู่สักครู่แล้วบินจากไป ต่อให้ผมเจอน้าเขาตอนนี้ ก็คงได้แต่ถามว่า น้าเจ็บมากไหม น้าอยู่สอนผมได้ไหม คงทำอะไรมากไปกว่านี้ไม่ได้ แต่สุดท้ายเขาก็คงต้องจากไปอยู่ดี ไอ้พวกกุ๊ยพวกนั้นคงไม่ปล่อยเขาสงบสุขแน่…ไอ้กุ่ยตบบ่าผมเบา ๆ
“ไป ไอ้ทุ้ย อย่าเศร้าไปเลยเดี๋ยวกูจะกลับไปแคะกระปุกออมสินพามึงไปกินน้ำชาที่โรงน้ำชา ดมกลิ่นหอม ๆ ของพวกสาว ๆ ในนั้นกัน”
“ไอ้บ้า” ผมกระโดดเตะก้นไอ้กุ่ย แต่มันก็รู้ทันขยับตัวพ้นระยะเท้าของผมไปได้ ซ้ำยังหัวเราะเยาะก่อนจะเดินหนีไป ผมมองยังฝังตรงข้ามคลองแวบหนึ่งก่อนจะเดินตามเพื่อนกลับบ้านอย่างเงียบ ๆ

นับแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครพบเห็นน้าคนนั้นในละแวกบ้านผมอีกเลย ‘การอันอัศจรรย์’ บนผนังปูนก็จางหายไปจนหมดสิ้นแล้ว ผมยังคงฝึกมือ เพียรเรียนรู้อยู่เสมอ หนังสือเรียนทุกเล่มแทบจะไม่เหลือที่ว่างเลย มันเต็มไปด้วยเส้นสายจากความรักในลายไทย และ รอยระลึกถึงชายผู้ซึ่งสอนให้ผมซาบซึ้งกับมัน ผมตั้งใจจะวาด สานเส้นและสีให้ยาวต่อเนื่องไปจนสุดจักรวาล นกอรหันตัวนั้นข้ามเขาพระสุเมรุไปแล้ว จะไปยังที่แห่งใดผมก็ไม่อาจรู้ แต่ราวกับเขาได้ทิ้งบางอย่างให้เติบโตงอกงามในจิตใจผม…

เสียงตัวลิเกกำลังเจรจาแว่วมาจากลานวัด ถูกแทรกด้วยเสียงของเพื่อนช่างเขียนคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในโบสถ์
“พรุ่งนี้ค่อยมาเขียนต่อเถอะทุ้ย ออกไปเที่ยวงานด้วยกัน”
เขารอจนผมรับคำแล้วจึงเดินกลับออกไป ผมล้างพู่กันและเก็บของเข้าที่ ก้มกราบพระประธาน และลุกขึ้นประนมมือไหว้นกอรหันบนผนัง…พรุ่งนี้ผมอาจเติมใบหน้าของมันให้ดูมอมแมมขึ้นอีกหน่อย….

***หมายเหตุ (๑) , (๒) นิราศพระบาท….สุนทรภู่
ภาพประกอบ…. กินรี และนกอรหัน (จิงโจ้)
วัดดุสิดาราม