วรรรกรรมเยาวชน  โดย จิตประภัสสร

              ๑

การพบกันของธาตุทั้งสี่

ในงานทอดกฐินประจำปีของวัดทุ่งธรรม คือ วันเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด  คนที่จากบ้านไปทำงานในเมืองหลวง ได้นัดรวมตัวกันกลับมาทำบุญยังวัดบ้านเกิด โดยเหมารถโดยสารเดินทางออกจากกรุงเทพมาตั้งแต่เมื่อคืน  กว่าจะถึงวัดทุ่งธรรมก็รุ่งเช้าพอดี รถโดยสารคันใหญ่จอดเทียบที่ลานดินลูกรังหน้าศาลาวัด หลวงตาเจิมเจ้าอาวาสและพระลูกวัดอีกหลายรูป   ยืนรอต้อนรับคณะกฐินจากเมืองหลวงด้วยอาการสำรวม ผิดกับลูกศิษย์วัดและชาวบ้านอีกหลายสิบชีวิตที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอยการกลับมาของลูกหลานและคนรู้จักคุ้นเคยอย่างใจจดใจจ่อ

ทุกคนต่างกวาดสายตามองหาคนที่ตนต้องการเจอกันทั้งนั้น รวมทั้งปฐวีลูกศิษย์วัดกำพร้าวัยย่าง ๑๑ ขวบ ก็ชะเง้อคอมองหาเพื่อนร่วมสาบานเช่นกัน วาโยเพื่อนคู่หูซึ่งมีอายุอ่อนกว่าเกือบปีที่ปฐวีกำลังรอคอย ก้าวลงจากรถโดยสารเป็นคนแรก ๆ เด็กชายหน้ากลม ตาชั้นเดียว สวมเสื้อยืดโปโลลายทางสีเขียวและกางเกงยีนขาสามส่วนสีน้ำเงินเข้ม สะพายเป้ผ้าร่มสีเขียวไว้ที่ด้านหลัง รูปร่างเจ้าเนื้อนิด ๆ ผิดกับปฐวีที่ผอมและผิวคล้ำกว่ามาก ทั้งคู่เคยเป็นเพื่อนเล่นกันตั้งแต่สมัยที่พ่อของวาโยรับราชการเป็นนายอำเภออยู่ที่ศีละ ก่อนจะย้ายไปประจำที่กรุงเทพเมื่อสองปีก่อนและนายอำเภอกับหลวงตาเจิมก็รู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
“อ้าว โยมนายอำเภอภูผา ปีนี้ยกกันมาทั้งครอบครัวเลยนะโยม”
“นมัสการครับหลวงตาเจิม” นายอำเภอภูผายกมือไหว้หลวงตาเจิมอย่างสุภาพ ไม่ต่างจากการแต่งกายในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อนสวมทับด้วยกางเกงผ้าสีดำกับเข็มขัดหนังสีเดียวกันซึ่งดูเป็นคนเมืองเต็มรูปแบบ
“หลวงตายังแข็งแรงเหมือนเดิมเลยนะเจ้าคะ”  คุณแม่ยังสาวของเด็กชายวาโยเดินเข้ามาร่วมวงสนทนาอย่างกระฉับกระเฉง แม้จะสวมรองเท้าส้นสูงกว่าสองนิ้ว
“อากาศต่างจังหวัดมันก็ดีหน่อยนะโยม ถ้าไปอยู่กรุงเทพ อาตมาก็คงจะไม่แข็งแรงเท่านี้หรอก”
หากคาดคะเนด้วยสายตา  หลวงตาเจิมผู้ทรงศีลซึ่งมีใบหน้าอิ่มเอิบรูปนี้น่าจะมีอายุประมาณหกสิบปี แต่ชาวบ้านที่รู้ประวัติก็จะทราบว่าอายุจริงของท่านมากกว่านั้นถึงสิบปี
“กฐินปีก่อน เจ้าวาโยไม่สบายเข้าโรงพยาบาลพอดี แม่นภาก็เลยให้ผมฉายเดี่ยว แต่คราวนี้เจ้าวาโยมันไม่ยอมพลาดแน่ ๆ สงสัยมันคงจะคิดถึงเจ้าปฐวีนะครับ”

นายอำเภอภูผาแม้จะสนทนาอยู่กับหลวงตาเจิม แต่สายตากลับแอบชำเลืองมองดูเด็กทั้งสองที่เอ่ยถึง ซึ่งเพิ่งได้พบหน้ากันในรอบสองปี เด็กทั้งคู่ยังยืนคุยกันอยู่บริเวณเชิงบันไดทางขึ้นศาลาวัด ปฐวีที่หน้าตาคมเข้มแบบไทยแท้เขยิบไปยืนชิดเพื่อนคู่หูเพื่อวัดความสูงที่ตอนนี้สูสีจนดูไม่ออกแล้วว่าใครสูงกว่ากัน
“นายสบายดีหรือเปล่า ตอนอยู่กรุงเทพเวลาเราไปซื้อหนังสือที่ห้างทีไร เราต้องคิดถึงนายทุกทีเลยรู้ไหม ถ้านายเห็นร้านหนังสือที่นั่น นายต้องชอบแน่ ๆ มีหนังสือเยอะจนเลือกไม่ถูกเลยล่ะ แล้วเราก็ซื้อมาฝากนายด้วยนะ อยู่ในเป้นี่แหละ” วาโยเอี้ยวตัวเอามือแตะเป้ที่สะพายอยู่บนหลัง ปฐวีเด็กวัดอมยิ้มกับความช่างพูดของเพื่อนร่วมสาบาน
“จริงเหรอ งั้นพวกเราเอาไปอ่านที่ศาลาริมน้ำเหมือนเมื่อก่อนกันดีกว่านะ” วาโยขยับเป้ให้กระชับ เตรียมวิ่งไปยังท่าน้ำตามคำชวนของเพื่อนเจ้าถิ่น แต่หลวงตาเจิมทักเสียงดังขึ้นมาก่อน
“เอ็งสองคนจะพากันไปไหนล่ะนั่น ปฐวีเอ็งดูแลน้องดี ๆ ล่ะ วันนี้คนมาวัดกันมากโขอยู่”
“ครับหลวงตา”

ทั้งคู่รีบเปลี่ยนอิริยาบถจากวิ่งเป็นเดิน ดูเรียบร้อยขึ้นทันตาเห็น เมื่อประสานสายตากับเจ้า-อาวาสที่มองมา ก่อนที่ท่านจะหันเหความสนใจกลับไปยังคณะกฐินที่กำลังช่วยกันทยอยขนข้าวของที่นำมาร่วมทำบุญขึ้นไปไว้บนศาลา
“โยมมณีกับโยมเกสรก็กลับมาเยี่ยมบ้านกับเขาเหมือนกันรึ หายหน้ากันไปหลายปีเชียว” หลวงตาเจิมเอ่ยทักทายแม่ของเด็กชายผมตั้งกับแม่ของเด็กหญิงผมเปียที่เดินมาสมทบใต้ร่มเงาของต้นโพธิ์ใหญ่ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่ไม่ไกลจากศาลาวัดมากนัก
ทั้งสองสาวมีรสนิยมการแต่งตัวที่คล้ายกัน ชอบสวมกระโปรงยาวกรอมเท้ากับเสื้อผ้าฝ้ายทอมือสีหวาน แถมยังอยู่ในวัยเลขสามต้น ๆ เหมือนกัน ทำให้บางครั้งดูคล้ายแฝดคนละฝา ผิดกันก็แต่ทรงผม เพราะนางมณีนั้นไว้ผมยาวแค่ประบ่า ขณะที่นางเกสรชอบปล่อยผมยาวสลวยจนเกือบถึงกลางหลัง
“นมัสการค่ะหลวงตา ตั้งแต่ตั้งท้อง ฉันก็เพิ่งจะได้กลับมานี่แหละค่ะ นี่พ่อแสงแฟนฉัน แล้วนี่ก็ลูกชายเจ้าเตโช ส่วนนั่นอาโปลูกสาวของเกสรเจ้าค่ะ” นางมณีชิงตอบคนเดียว
“ลูกสาวโยมเกสรหน้าตาน่าเอ็นดูเหมือนโยมตอนเด็ก ๆ ไม่ผิดเพี้ยนเลยนะ”
“ตั้งแต่เลิกกับพ่อเด็ก  ดิฉันก็ได้ลูกสาวนี่แหละค่ะที่อยู่เป็นเพื่อนกันมาไม่อย่างนั้นก็คงเหงาน่าดู” นางเกสรอดีตสาวสวยประจำอำเภอเอามือลูบหัวลูกสาว ก่อนจะบอกให้ลูกพนมมือไว้หลวงตาซึ่งท่านส่งสายตาแห่งความเมตตากลับมาจนเด็กหญิงแก้มชมพูรู้สึกได้ว่าหลวงตาต้องเป็นพระที่ใจดีกับเด็ก ๆ มากทีเดียว
“และดิฉันก็ยังมีเพื่อนดี ๆ อย่างแม่มณีด้วยนะคะหลวงตา” นางเกสรเอ่ยชมจนนางมณียิ้มปลื้ม
“โยมสองคนนี่รักกันดีนะ เป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็กยันสาวจนมีลูกมีเต้ากันแล้ว ก็ยังไปมาหาสู่กันอยู่”
หลวงตาเจิมพูดพร้อมกับเหลือบมองเด็กสองคนที่กำลังยืนฟังพวกผู้ใหญ่คุยกันอย่างเบื่อ ๆ ท่านจึงร้องเรียกลูกศิษย์คนโปรดที่ยังเดินไปได้ไม่ไกลนักให้เป็นธุระพาไปเล่นด้วย และกำชับให้ดูแลทุกคนให้ดี  แม้จะมีสายตาเป็นห่วงจากบรรดาผู้ปกครอง แต่เมื่อเจ้าอาวาสออกปากรับรองด้วยตัวเอง ทั้งหมดก็ไม่ขัดข้องอะไร
“ปล่อยเด็ก ๆ มันไปเถิด ไม่ต้องกังวล” หลวงตาเจิมพูดด้วยน้ำเสียงสุดแสนจะธรรมดา  ทว่าแววตานั้นแปลกออกไป แต่…ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยแม้แต่คนเดียว
“หลวงตาครับ พอจะมีของดีบ้างไหมครับ ผมอยากได้ติดไม้ติดมือกลับไปกรุงเทพบ้าง” นายแสงพ่อของเตโชที่ห้อยพระเครื่องพวงเบ้อเร่อโชว์ออกมานอกเสื้อลายดอกเดินไปกระซิบข้างลำตัวของท่านเจ้าอาวาสที่มีรูปร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยทั่วไป หลวงตาเจิมชำเลืองมองท่าทีของผู้พูด ก่อนจะเดินนำขึ้นศาลาไป
“ผมว่าแล้ว หลวงตาต้องไม่ทำให้เซียนพระอย่างผมผิดหวัง” นายแสงผิวปากเดินตามขึ้นไปอย่างอารมณ์ดี
“พวกเธอสองคนชื่ออะไร” เด็กเจ้าถิ่นเอ่ยทักเมื่อได้รับมอบหมายให้ดูแลเพื่อนแปลกหน้า
“เราชื่ออาโปจ้ะ ส่วนคนนี้ชื่อเตโช เราสองคนเป็นเพื่อนกันมาจากกรุงเทพ” เด็กผู้หญิงผมยาวหน้าขาว มัดจุกสองข้างแล้วถักเป็นเปียที่มักจะแกว่งไปแกว่งมาเวลาขยับตัว แนะนำตัวเองพร้อมกับแนะนำเพื่อนที่มาด้วยกัน
“เราชื่อปฐวี เป็นเด็กวัดอยู่ที่นี่” ศิษย์วัดเจ้าถิ่นซึ่งสวมเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงนักเรียนสีกากี เอามือลูบทรงผมเกรียนติดหนังศีรษะของตัวเอง ก่อนจะโค้งให้ในการแนะนำตัว
“ส่วนเราชื่อวาโย เคยอยู่ที่นี่ตอนเด็ก ๆ” วาโยที่รูปร่างเจ้าเนื้อกว่าใคร แนะนำตัวเองเสียงดังฟังชัด
“แต่เธอนั่งรถมาคันเดียวกับเรานี่นา” เด็กหญิงผมเปียที่ชื่ออาโปพูดสวนขึ้น
“ใช่ แล้วเราก็นั่งมองเธอมาตั้งแต่บนรถแล้วด้วย” คำพูดที่ออกจากปากของวาโย ทำให้อาโปเขินจนแก้มสีชมพูเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ ต่างกับเตโชที่ชักสีหน้าไม่ค่อยพอใจและรีบขัดขึ้นอย่างยียวนเหมือนทรงผมที่ใส่เยลจนหัวตั้งชี้ออกมาเป็นแฉก ๆ
“จะยืนคุยตรงนี้อีกนานไหม เสียเวลาจริง เรานั่งรถมาตั้งนานเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”
แม้เตโชจะสวมเสื้อยืดและรองเท้าผ้าใบสีแดงเข้าชุดกัน แต่ก็ตัดกับกางเกงลายทหารสีเขียวตัวโปรดเป็นอย่างยิ่ง เตโชเอ่ยชวนทุกคนให้หาอะไรเล่นสนุก ๆ กัน ปฐวีเห็นด้วยเพราะห่างเหินจากการเล่นกับเด็กกรุงเทพมานาน จึงออกวิ่งนำหน้าไปในฐานะผู้รู้จักทุกซอกทุกมุมของวัดทุ่งธรรมเป็นอย่างดี

ตลอดเกือบเก้าปีที่เข้ามาอาศัยข้าวก้นบาตร ทั้งหมดพากันวิ่งไปจนถึงสวนผลไม้ของวัดทุ่งธรรมที่ตั้งอยู่ด้านหลังโบสถ์หลังเก่าซึ่งอยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซม หากแต่วันนี้ที่วัดมีงานบุญใหญ่ การก่อสร้างจึงหยุดลงชั่วคราวเพื่อให้แรงงานทุกคนซึ่งก็คือชาวบ้านในละแวกนี้และใกล้เคียงได้มีโอกาสร่วมบุญด้วย เตโชมองเห็นว่าที่วิ่งเล่นกว้างขวางมากเหมาะจะเล่นซ่อนแอบเป็นที่สุด อาโปอยากเล่นอยู่เหมือนกันจึงสั่งให้เตโชปิดตา แม้คนถูกสั่งจะบ่นว่าไม่ยุติธรรมที่ต้องเป็นคนปิดตาก่อนใคร แต่เมื่อเพื่อนผู้หญิงเพียงคนเดียวเอ่ยชมว่าเก่งกว่าใคร ๆ ก็เลยยอมโดยดี รีบหันหน้าเข้าหาต้นมะยมที่อยู่ริมทางเดินใกล้กับตัวโบสถ์ แล้วเริ่มออกเสียงนับ ๑ ถึง ๕๐ ปฐวีชวนทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่  ให้วิ่งเข้าไปแอบในโบสถ์หลังเก่าที่อยู่ระหว่างการบูรณะซ่อมแซมและพากันไปแอบอยู่หลังพระประธาน อาโปจำต้องนั่งพับเพียบลงกับพื้นเพราะสวมกระโปรงอยู่กลัวว่าจะไม่งาม ปฐวีกับวาโยนั่งยอง ๆ ขนาบอยู่สองข้าง ไม่ว่าเตโชจะวิ่งมาทางซ้ายหรือขวาก็ต้องถูกทั้งคู่แปะตัวได้ทันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เตโชซึ่งยืนอยู่เพียงลำพังใต้ต้นมะยมก็เจ้าเล่ห์ไม่ใช่เล่น  แทนที่จะยกมือปิดตาตามที่ตกลงกันไว้ กลับแอบถ่างนิ้วมือออกและหันหลังมองลอดกลับมา จนกระทั่งรู้ว่าเพื่อน ๆ วิ่งไปซ่อนกันที่ไหน; ก่อนจะแกล้งนับเลขไปเรื่อยเปื่อยและนั่งรอเวลา ผ่านไปสักพักถึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปตามหาในโบสถ์ แต่…ทันทีที่เตโชก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไป ประตูและหน้าต่างไม้ทุกบานของโบสถ์เก่าหลังนี้ ก็เหมือนถูกแรงลมพายุปะทะเข้ามาอย่างรุนแรง เสียงเอี๊ยดอ๊าด ปึงปัง ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณ เด็กทั้งสี่คนต่างเกิดอาการตื่นตระหนกตกใจขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!” เตโช คือเจ้าของเสียงอุทานที่เจ้าตัวก็ไม่คาดคิดว่า ในเวลาต่อมาประโยคนี้จะกลายเป็นวลีเด็ดประจำตัว
“เตโช พวกเราอยู่ทางนี้จ้ะ” อาโปรีบตะโกนร้องเรียกเพื่อนผิวสีแทน  ก่อนจะโผล่หน้าออกมาจากด้านหลังพระประธาน
“คงไม่มีอะไรหรอก ลมที่ต่างจังหวัดก็แบบนี้แหละ พวกเราหลบอยู่ในนี้ก่อนก็แล้วกัน” ปฐวียังคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแรงลมที่พัดผ่านมาตามจังหวะเวลาของธรรมชาติ จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นแปลกใจแม้แต่น้อย

แต่พอสิ้นเสียงปฐวี ประตูและหน้าต่างไม้ทุกบานก็ปิดสนิทลง แรงลมที่พร้อมใจโหมกระพือมาจากทุกสารทิศเช่นนี้ น่าจะทำให้เด็กวัดเจ้าถิ่นตาสว่างขึ้นบ้างแล้วว่าต้องมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา ความมืดมิดเริ่มมาเยี่ยมเยือนพวกเด็ก ๆ แบบไม่ให้เวลาตั้งตัว
“ทุกคนไม่ต้องตกใจ อย่าเพิ่งขยับตัวไปไหนนะ เราพกไฟฉายจิ๋วติดมาด้วย รอเดี๋ยวนะ” วาโยรีบล้วงหาสิ่งที่เอ่ยถึงในเป้ผ้าร่มสีเขียวที่สะพายติดตัวไปทุกที่ และร้องเรียกทุกคนให้มารวมตัวกันอยู่ในจุดเดียว วาโยคิดว่าไม่เสียแรงที่พกไฟฉายอันจิ๋วมาจากกรุงเทพ คงมีประโยชน์ก็คราวนี้เอง แต่น่าเสียดายที่มันส่องสว่างอยู่เพียงแวบเดียว แสงไฟนั้นก็ค่อย ๆ ดับลง
“แย่แล้ว อาจเป็นเพราะเราพกไว้ในเป้นานไปจนลืมเปลี่ยนถ่านก็เป็นได้” เจ้าของไฟฉายพูดเสียงอ่อย
แต่ความหวังยังไม่ดับวูบลงเสียทีเดียว เพราะจู่ ๆ ก็มีแสงส่องสว่างขึ้นทีละน้อยตรงเบื้องหน้าของเด็กทั้งสี่ จุดแสงนั้นค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นจนมองเห็นร่างของภิกษุชรารูปหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เท้าของท่านไม่ติดพื้นราวกับว่ากำลังยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ หรือพูดตามประสาเด็ก ก็คือพระรูปนี้เหาะได้ แถมยังมีรัศมีสีเหลืองทองส่องเรืองรองอยู่รอบกาย เตโชถึงกับยกมือทั้งสองข้างขยี้ตา แล้วมองกลับไปอีกครั้งว่าภาพที่เห็นเกิดขึ้นจริงหรือตาพร่าไปเอง ด้วยความงุนงงสงสัย จึงเปล่งเสียงอุทานขึ้นอีกครั้ง
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
“พวกเจ้าทั้งสี่คนไม่ต้องตกใจและหวาดกลัวใด ๆ ทั้งสิ้น เจ้าทั้งสี่คนได้รับเลือกแล้วจากเบื้องบนให้มาปฏิบัติภารกิจสำคัญในการตามหา ใบลานพุทธทำนาย ที่ได้สูญหายไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน คำถามต่าง ๆ ที่พวกเจ้าสงสัยจะมีคำตอบอยู่ในบันทึกโบราณเล่มนี้ ข้าบอกอะไรพวกเจ้าไม่ได้มากนักแต่ข้าขอมอบพรให้พวกเจ้า ‘อิ่มทิพย์ตลอดการผจญภัยอันยาวไกลจะได้ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินทางของพวกเจ้า   จงจำไว้ว่า  คำตอบทั้งหมดอยู่ในบันทึกเล่มนี้   ขอเพียงเจ้าทั้งสี่คน  รักและสามัคคีกัน   พลังแห่งรักและสามัคคีเท่านั้นที่จะนำพาความสำเร็จมาให้พวกเจ้า จำคำเราไว้ รักและสามัคคีเท่านั้น” ริมฝีปากของภิกษุชรายังคงไม่ขยับเขยื้อนเหมือนเมื่อแรกเห็น แต่เสียงของภิกษุชราต่างหากเล่าที่ยังคงดังออกมากระทบโสตประสาทของเด็ก ๆ ก่อนที่เสียงก้องกังวานนั้นจะเงียบลง พร้อมกับร่างของภิกษุชราซึ่งมีหลังโก่งงอเล็กน้อยตามอายุขัยที่มากขึ้นจะอันตรธานหายไป

เสียงวัตถุชนิดหนึ่งตกกระทบพื้นโบสถ์ สายตาทั้งสี่คู่ต่างจ้องมองไปยังที่มาของเสียง วัตถุนั้นร่วงหล่นลงมาไม่ไกลจากตำแหน่งที่เด็ก ๆ นั่งอยู่มากนัก ทุกคนต่างตื่นเต้นตกใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปต่อหน้าต่อตา แม้ทั้งหมดจะตกอยู่ท่ามกลางความมืดมิด แต่แสงเรืองรองเพียงน้อยนิดจากวัตถุชิ้นนั้นก็ยังทำให้ทุกคนมองเห็นหน้ากันและกันได้บ้าง  ปฐวีเป็นคนแรกที่ได้สติและส่งเสียงทำลายความเงียบขึ้นมา เมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่มองเห็นต้องใช่บันทึกโบราณอย่างแน่นอน
“ทุกคนต้องตั้งสติให้มั่นและทำตามที่หลวงตาท่านบอก คำตอบของพวกเราอยู่ในบันทึกเล่มนี้ ถ้าอยากรู้ก็ต้องรีบเปิดดู”
“ปฐวีพูดถูก เราจะเป็นคนเปิดเอง”  วาโยเอื้อมไปหยิบบันทึกลายไทยที่เย็บเข้าเล่มเหมือนสมุดทำมือ และลองเปิดดูด้านในทันที แต่เปิดเท่าไรก็เปิดไม่ออก ช่างน่าฉงนเสียจริง
“ไหนนายส่งมาให้เราลองดูบ้างสิ” เตโชแบมือรับบันทึกโบราณสีหม่นที่ดูหมองด้วยร่องรอยความเก่าเก็บจนเห็นเป็นจุดสีเหลืองประปราย แต่แม้จะออกแรงสุดกำลังจนหน้าย่นเหยเกก็ยังเปิดไม่ได้ ทั้งที่ดูจากภายนอกก็ไม่เห็นจะแตกต่างจากสมุดทำมือทั่วไปตรงไหน
“มันอาจจะมีเวทมนตร์คาถาเหมือนในนิทานก็ได้นะจ๊ะ” เด็กหญิงเพียงคนเดียวเพ่งสายตาไปยังบันทึกโบราณซึ่งเตโชกำลังจับพลิกไปพลิกมาอย่างสงสัยและประหลาดใจ ก่อนจะตั้งข้อสันนิษฐาน
“อาจจะจริงอย่างที่อาโปพูดก็ได้ เมื่อกี๊หลวงตาบอกว่าพลังรักและสามัคคีเท่านั้นที่จะช่วยพวกเราได้ มันหมายความว่ายังไงกันนะ” ปฐวีพูดเชิงขอความเห็น
“สามัคคีกันงั้นเหรอ” วาโยพูดย้ำถึงคำว่าสามัคคี สีหน้าครุ่นคิด
อาโปเด็กหญิงตาแป๋วผู้มีเสียงเพลงในหัวใจ นึกถึงเพลงสามัคคีชุมนุม จึงร้องออกมาเบา ๆ
“พวกเรา เหล่ามาชุมนุม ต่างกุมใจรักสมัครสมาน…”
“ใช่แล้ว พวกเราต้องจับมือกันเหมือนตอนร้องเพลงสามัคคีชุมนุมเวลาเข้าค่ายไง เร็วเข้าทุกคนมาจับมือกัน” วาโยได้ยินเสียงเพลงก็เกิดความคิดขึ้นทันที

ทุกคนรีบนั่งจับมือเป็นวงกลมล้อมรอบบันทึกโบราณสีหม่น แต่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม จนเตโชเลือดร้อนหมดสิ้นความอดทน
“ไม่เห็นจะมีอะไรเลยนะเนี่ย  นั่งจับมือกันตั้งนานแล้ว  เราว่าลองเอามือมาประสานรวมพลังกันเหมือนเวลาลงแข่งกีฬาสีดีกว่า ไม่แน่นะ มันอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ได้”
เพื่อน ๆ พยักหน้าเห็นด้วยว่าเป็นข้อเสนอที่เข้าท่าดี   เจ้าของความคิดจึงรีบวางมือลงบนบันทึกโบราณเป็นคนแรก ตามด้วยอาโป ปฐวี และวาโยที่วางมือซ้อนทับลงไป  เมื่อมือทั้งสี่ประสานกันด้วยความตั้งใจแน่วแน่   แสงสีทองสว่างเจิดจ้าก็บังเกิดขึ้นมาจากบันทึกโบราณ ทั้งสี่คนตกใจรีบชักมือกลับ บันทึกหน้าแรกเปิดออก พร้อมกับข้อความซึ่งปรากฏขึ้นจากหน้ากระดาษสีขาวหม่นที่ว่างเปล่า ปฐวีอ่านออกเสียงไปตามตัวอักษรที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอย่างตั้งใจ

ปฐวี เจ้าคือดิน อันสุขุม
สติคุม นำทาง สว่างไสว
วาโยนั้น เปรียบดั่งลม คิดว่องไว
ปัญญาได้ เด่นเกินใคร ใจการุญ
ส่วนอาโป คือน้ำ ที่อ่อนไหว
ความรักใน สรรพสัตว์ จะเกื้อหนุน
พลังไฟ จากเตโช ช่วยค้ำจุน
ความแข็งแรง เป็นทุนช่วยกันภัย
สี่ชีวิต พิชิตสี่ปริศนา
บันทึกมา แต่โบราณ ถ้าสงสัย
ส่งเสียงเรียก การเวกได้ดั่งใจ
นกเสียงเอก จะขานไข ทุกสิ่งพลัน

“เราปฐวีคือ ดิน”   “เราอาโปคือ น้ำ”   “เราวาโยคือ ลม”   “เราเตโชคือ ไฟ”   เด็กทั้งสี่คนเปล่งเสียงเรียงต่อกันเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์
“นี่มันอะไรกันเนี่ย! สี่ชีวิต พิชิตสี่ปริศนา อย่างงั้นเหรอเนี่ย” เตโชอุทานดังลั่น จนเรียกสติของทุกคนกลับคืนมา
“ลองเปิดหน้าต่อไปดีกว่า เผื่อจะมีคำตอบว่าพวกเราต้องทำอะไรต่อไป หรือนายว่ายังไงวาโย” ปฐวีหันไปถามคู่หู
“ก็ลองดูสิ แต่เราว่าต้องเปิดหน้าต่อไปไม่ได้แน่ ๆ”
“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้นล่ะ” เตโชอดถามไม่ได้ แต่วาโยก็ไม่ได้ให้คำตอบ ทั้งสี่ชีวิตประสานพลังมือรวมพลังใจกันอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกคนหันมองวาโยเป็นตาเดียว หวังว่าจะได้ความคิดดี ๆ กลับมาจากหนอนหนังสือตัวยงวาโยจึงเริ่มอ่านทวนข้อความในบันทึกโบราณซ้ำอีกครั้งอย่างตั้งใจ ตั้งแต่ข้อความแรกจนกระทั่งถึงข้อความสุดท้าย
“ส่งเสียงเรียกการเวกได้ดั่งใจ นกเสียงเอกจะขานไขทุกสิ่งพลัน” วาโยคิดออกในทันใด ก่อนจะตะโกนออกมาจนสุดเสียง“การเวก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”

เสียงลมพายุอื้ออึงขึ้นอีกครั้ง ช่างเหมือนเหตุการณ์ขณะที่เตโชย่างก้าวเข้ามาในโบสถ์ไม่ผิดเพี้ยน แต่คราวนี้ประตูและหน้าต่างไม้ทุกบานของโบสถ์จากที่ปิดสนิทแน่น กลับถูกแรงลมโหมปะทะกระแทกกระทั้นอย่างหนักหน่วงจนกระทั่งเปิดออกกลับมาแลเห็นท้องฟ้าที่สวยสดใสดังเดิม เปรียบคล้ายกับฟ้าหลังฝนที่ย่อมสวยงามกว่าเสมอ แต่ความแปลกใจในการมาเยือนของสายลมที่ไม่ได้ร้องเรียก คงไม่เทียบเท่าความประหลาดใจกับการปรากฏกายโดยมิได้รับเชิญของสิ่งมีชีวิตที่ด้านหน้าประตูโบสถ์ เมื่อสายลมเริ่มแผ่วและสงบลง  ภาพที่เด็ก ๆ มองผ่านช่องประตูไม้ออกไป คือ เท้าสองข้างของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ร่างกายใหญ่โตมโหฬารมาก  เมื่อเทียบกับขนาดของบานประตู ทั้งสี่ชีวิตก้าวเดินไปทีละก้าว ๆ จนใกล้บานประตู ปฐวีนำหน้าในฐานะพี่ใหญ่แต่ก็ยังไม่กล้าพอที่จะโผล่หน้าออกไป  ทั้งหมดยังยืนซุ่มดูเชิงอยู่ด้านใน เตโชที่ว่ากล้าหาญยังสติกระเจิงไปชั่วขณะ ทำได้มากที่สุดเพียงแหงนหน้าและชะเง้อคอมองออกไปเท่านั้น

“นี่มันอะไรกันเนี่ย!” เตโชอุทานเสียงดังหลังจากมองเห็นสิ่งมีชีวิตเต็มสองตา
“นกอะไรกัน ทำไมถึงมีหัว มือและเท้า เหมือนกับพญาครุฑในหนังสือเลย แถมยังมีขนหางคล้าย ๆ กับนกยูงอีกด้วย” ปฐวีบรรยายภาพของนกยักษ์ที่เห็นอยู่ตรงหน้า สัตว์แปลกหน้าโน้มตัวลงมาหา ดวงตาดำขลับจ้องมองมาอย่างเป็นมิตร ลำตัวของมันสูงกว่าหลังคาโบสถ์เสียอีก  ส่วนปีกหุบลงมาอยู่ที่สองข้างของตะโพก ขณะที่ขนหางของมันแลดูคล้ายกับใบมะขามแถมยังยาวอย่างกับขนนกยูง
“เรามั่นใจว่าต้องเป็นนกการเวกที่ในบันทึกโบราณบอกไว้แน่ ๆ แต่…ทำไมถึงตัวใหญ่จัง” แม้วาโยจะบอกด้วยความมั่นใจ แต่ก็ยังอดแปลกใจไม่ได้ว่า ทำไม!
นกการเวกตัวนี้ถึงตัวใหญ่โตกว่าที่เคยเห็นในภาพวาดนัก แถมสีสันก็สลับเหลื่อมทับกันหลากหลายสีจนบรรยายแทบไม่ถูก อาโปที่เกาะชายเสื้อวาโยอยู่ยืนอ้าปากค้าง เมื่อได้เผชิญหน้ากับสัตว์สองเท้าที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยพบเจอมาในชีวิต  ไม่ใช่อาการกลัวจนลนลาน น่าจะเป็นความตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูกมากกว่า
“ท่านคือนกการเวก ใช่ไหมครับ” วาโยเป็นหน่วยกล้าตายเดินออกไปและเริ่มบทสนทนา

เตโชและเพื่อนอีกสองคนทยอยเดินตามไป จนได้รับรู้พร้อมกันว่านกการเวกสามารถสื่อสารกับพวกตนได้ เพราะสัตว์สองเท้าตรงหน้าได้ผงกหัวให้ในการตอบคำถามของวาโย
“ท่านกรุณาช่วยพวกเราด้วยครับ ตอนนี้พวกเรากำลังสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้น อยากให้ท่านช่วยอธิบายให้พวกเราเข้าใจหน่อยจะได้ไหมครับ” วาโยเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงสุภาพ  นกการเวกสื่อสารตอบกลับมาเป็นบทกลอนด้วยน้ำเสียงกังวานใสไพเราะจับใจยิ่งนัก และนเสียงของนกการเวกก็จะเป็นเช่นนี้ทุกครั้งที่เอื้อนเอ่ยออกมา

ข้าพญาการเวก
นกเสียงเอกแห่งหิมพานต์
ชะตาดลบันดาล ให้พบพานสานสัมพันธ์
เจอปริศนาดังหวังนั้น
สี่มือประสานกัน
บันทึกธรรมเปิดทันใด
นกการเวกเอ่ยจบก็จากไป

“เสียงของนกการเวกทำไมถึงเพราะจังเลย  อาโปอยากมีเสียงแบบนั้นบ้างจังจะได้ร้องเพลงให้เพราะกว่านี้” เจ้าของดวงตากลมโตแก้มชมพูส่งสายตาชวนหลงใหลมองตามนกการเวกที่บินจากไปอย่างเป็นมิตร
“คงจะเป็นไปไม่ได้หรอก เพราะว่ามีเพียงพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่มีเสียงไพเราะดั่งนกการเวก” วาโยบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน  ก่อนจะพูดถึงหนังสือไตรภูมิพระร่วงที่เขียนบอกเรื่องนี้เอาไว้ ปฐวีฟังแล้วก็เกิดความสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงไม่รู้ กลับจากการผจญภัยคราวนี้ คงต้องขอยืมเพื่อนคู่หูอ่านเรื่องไตรภูมิพระร่วงบ้างแล้ว ความจริงวาโยก็ยังไม่เคยอ่านเหมือนกัน เพียงแต่มีบทความในหนังสือพิมพ์ที่เขียนถึงหนังสือไตรภูมิพระร่วงและบรรยายเกี่ยวกับลักษณะของนกการเวกเอาไว้ แล้วพ่อของวาโยก็นำมาเล่าให้ลูกชายเพียงคนเดียวฟังถึงเรื่องราวในตำนานนกการเวกเป็นนกที่มีขนงดงามมาก ขนของนกการเวกถือเป็นของวิเศษ ผู้ที่ต้องการขนของนกการเวกจะต้องทำร้านไว้บนยอดไม้ เอาขันใส่น้ำไปวางเอาไว้ แล้วนกการเวกจะมาอาบน้ำแล้วก็สลัดขนไว้ให้ ขนนั้นถ้าเก็บไว้ก็จะกลายเป็นทองในที่สุด แล้วเสียงของนกการเวกนั้นก็ยังไพเราะและกังวานมาก จนพวกสัตว์ทั้งหลายในป่าหิมพานต์ต้องหยุดฟังทุกครั้งที่ได้ยิน  เหมือนกับต้องมนต์สะกดกันทั้งป่า…

ถ้าเป็นเรื่องที่สนใจแล้ว หนอนหนังสือคนเก่งจะจำข้อมูลได้อย่างแม่นยำเสมอ และวาโยก็ยังมีเรื่องที่จะเล่าอีกมากมาย
“แต่ตอนนี้พวกเราอยู่ในโบสถ์กันนะไม่ได้อยู่ในป่าหิมพานต์สักหน่อย” เตโชขัดขึ้น วาโยหันมามองหน้าเพื่อนใหม่อย่างไม่ค่อยพอใจและกำลังจะต่อปากต่อคำด้วย แต่ปฐวีตัดบทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเถียงกัน ทุกคนน่าจะรีบหาทางออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ปฐวีจะเดินนำทั้งสามชีวิตออกมา วาโยเดินรั้งท้ายและกอดบันทึกโบราณไว้แนบอก แต่เมื่อทั้งหมดหันกลับไปมองอีกครั้ง โบสถ์ทั้งหลังก็หายวับไปแล้ว ทุกคนอ้าปากหวอยืนอึ้งพูดอะไรไม่ออก มีเพียงเตโชคนเดียวที่บ่นพึมพำอยู่ในลำคอกับสิ่งที่ไม่คาดฝันว่าจะได้เห็น
“นี่มันอะไรกันเนี่ย!”
เมื่อตั้งสติได้แล้ว ทั้งสี่คนก็รีบกลับหลังหัน แต่บรรยากาศภายนอกโบสถ์ไม่ใช่ภาพที่เจ้าถิ่นประจำวัดคุ้นเคยอีกต่อไป สถานที่และสภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงและแปรเปลี่ยนไปจนน่าใจหาย ทุกคนหายใจถี่ขึ้นด้วยความตื่นตระหนก อาโปสีหน้าไม่สู้ดีนัก เมื่อปฐวียืนยันเสียงเข้มว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่อาณาเขตของวัดทุ่งธรรมอย่างแน่นอน
“สงสัยเราคงหลุดทะลุมิติมาเหมือนในหนัง เพราะเมื่อกี๊โบสถ์ทั้งหลังยังหายวับไปต่อหน้าต่อตาพวกเราเลย” เตโชจินตนาการราวกับว่าสิ่งทั้งหมดที่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสนุก แต่วาโยที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลับเห็นดีด้วย
“ก็อาจเป็นไปได้นะ เพราะตอนที่อยู่ในโบสถ์ หลวงตารูปนั้นก็บอกแล้วว่าพวกเราต้องเดินทางไปผจญภัยกันไง จำได้ไหม”
“ผจญภัยตามหาใบลานพุทธทำนายใช่ไหมล่ะ” ปฐวีถามกลับ
“ถ้าอย่างนั้นก็ยอดไปเลย นี่เราจะได้ผจญภัยกันจริง ๆ เหรอเนี่ย” แค่คิดเตโชก็สนุกแล้ว แต่อาโปเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวและยังมีอายุน้อยที่สุดในวัยเพียง ๙ ขวบกว่า กลับรู้สึกต่างออกไป
“ทำไมต้องเป็นพวกเราด้วยล่ะจ๊ะ” เสียงที่เอ่ยออกมาเริ่มสั่นเครือ
“อาจเป็นเพราะพวกเราทั้งสี่คนมีชื่อตรงกับธาตุทั้งสี่ก็ได้นะ หลวงตาเจิมเคยสอนเราว่า   ธาตุทั้งสี่ที่รวมกันอยู่ในร่างกายประกอบไปด้วย  ธาตุดิน  ธาตุน้ำ  ธาตุลม และธาตุไฟ  ตามตำราเรียกรวมกันว่า มหาภูตรูป ๔” เด็กวัดเจ้าถิ่นอธิบายคล่องปาก
“มหาภูตรูป ๔ เหรอ ฟังดูเท่ดีเหมือนกันนะเนี่ย” เตโชยังคึกคักกว่าเพื่อน
“ถ้าเป็นอย่างที่เราคิด พวกเราก็ต้องออกเดินทางเพื่อไปค้นหาปริศนาทั้งสี่ด้วยกันตามที่บันทึกโบราณบอกไว้” วาโยสรุปเรื่องราวตามที่เข้าใจ
“แต่อาโปคิดถึงแม่ อาโปอยากกลับบ้านไปหาแม่” เด็กผู้หญิงมักจะมีอารมณ์อ่อนแอกว่าเสมอ เจ้าของดวงตากลมโตมีน้ำตาคลอ ริมฝีปากล่างเริ่มแบะออกเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะเริ่มสะอื้นและปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายใคร
“อย่าร้องไห้สิ พวกเราก็อยากกลับบ้านกันทุกคนนั่นแหละ”
“วาโยพูดถูกแล้ว อย่าร้องไห้เลย อาโปต้องเข้มแข็งไว้ พวกเราต้องได้กลับบ้านแน่นอน” ปฐวีรับปากเพื่อไม่ให้อาโปกลัว   ทั้งที่ตัวเองยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะหาหนทางกลับบ้านได้อย่างไร
“พวกเราจะดูแลอาโปเอง”
เตโชเดินเข้ามากอดไหล่อาโป  เป็นการปลอบใจที่ดีที่สุดเท่าที่เด็ก ๆ จะทำให้กันได้ในเวลานี้ บททดสอบสำหรับเด็กทั้งสี่คนกับการผจญภัยในดินแดนแห่งใหม่ เพิ่งจะเปิดหน้าขึ้นมาเท่านั้นเอง

อ่านตอนต่อไป…