โดย : ชมัยภร แสงกระจ่าง

๑ ทองทา

ทองทาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ทอดสายตามองเด็กสาวที่นั่งก้มหน้าอยู่ตรงหน้าอย่างขัดเคืองใจ เธอคนนี้ขาดส่งการบ้านมาสามครั้งแล้ว โดยไม่ยอมให้เหตุผล ทุกครั้งที่เรียกมาถามเธอก็จะนั่งก้มหน้าและพูดแต่ประโยคที่ทองทาแสนจะรำคาญ
“หนูผิดเองค่ะ อาจารย์ลงโทษหนูได้เลย”
“ก็ลงโทษโดยการให้เธอทำการบ้านครั้งใหม่มาส่งไง”
“ค่ะๆ หนูจะรีบมาทำมาส่งอาจารย์ค่ะ”
“เธอรับปากแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว” ทองทาพูดประโยคซ้ำที่ไม่อยากพูด

นักศึกษาหญิงผู้นี้เพิ่งจะเข้าปีหนึ่ง แต่เธอไม่สดใสร่าเริงเหมือนเด็กสาวคนอื่น ๆ แววตาของเธอจะหลุบต่ำ ถ้าไม่มองพื้นเบื้องหน้าก็เป็นที่ใดที่หนึ่งที่ต่ำลงไปเสมอ แก้มของเธอไม่เป็นสีชมพู ปากของเธอไม่แดงระเรื่อ และแววตาของเธอเก็บงำความลับหลายประการ
“เธอมีปัญหาอะไรหรือเปล่า” ทองทาถามกลับอย่างรำคาญใจนิด ๆ นัยน์ตาคู่ที่ไม่มองก็ยังคงไม่มองอยู่ “ไม่มีค่ะ” เสียงอู้อี้ตอบมาเบา ๆ
“งั้นพรุ่งนี้ครูหวังว่าจะได้เห็นการบ้านของเธอนะ…”
“ค่ะ” คำตอบของเธอสั้น ๆ ราวกับว่าอยากให้การพบปะกันของเธอกับผู้สอนจบลงโดยเร็ว หลังจากนั้นเธอก็พนมมือไหว้และออกจากห้องไป เช้าวันรุ่งขึ้น ทองทาก็จะได้การบ้านของเธอ เด็กสาวผู้ไม่ชอบมองหน้าใครที่มีชื่อเขียนที่หน้าปกสมุดการบ้าน นาลี นาลา ชื่อ นามสกุลที่แปลกหูแปลกตา และไม่อาจบอกได้ว่าเป็นชื่อไทยหรือเทศที่เขียนผิด และเมื่ออ่านการบ้านของเด็กสาวประหลาดจบลง ทองทาก็บอกตัวเองว่า เธอเจอคนแปลกที่ฉลาดสุด ๆ เข้าแล้ว

นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทองทาคอยแต่สังเกตดูเด็กสาวคนนี้ด้วยความสนใจ เธอเดินคนเดียว ไม่มีเพื่อนร่วมคณะ ไม่พร้อมจะยิ้มแย้มพูดคุยแบบเด็กสาวในวัยนี้พึงจะมี ทุกครั้งที่ทองทาเห็นและพยายามจะสบตาหรือเข้าไปใกล้ ดูเหมือนว่า เด็กคนนี้ก็ยิ่งถอยห่างออกไปทุกที ทองทาค้นพบจากประสบการณ์ของการเป็นครูมากว่าสามสิบปีว่า นาลี นาลา คงด้อยสถานะกว่าเพื่อน ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ใจกลางเมืองใหญ่เช่นนี้ บรรดาลูกท่านหลานเธอ พร้อมลูกเศรษฐีใหม่นับได้ไม่ถ้วน เอาแค่ว่านับรถที่เข้ามาจอดในลานจอดรถของคณะก็ชัดเจนแล้ว เพราะล้วนแล้วยี่ห้อหรูเลิศแพงลิบลิ่ว รถญี่ปุ่นคันเล็ก ๆ ของเธอเองก็ยังต้องชิดซ้าย

วันนี้ ฟ้าครึ้มส่อเค้าว่าฝนจะตก พอสี่โมงทองทารีบเก็บข้าวของและเดินลงไปยังลานจอดรถ แต่พอถึง “แม่มัสตาร์ด” รถญี่ปุ่นขนาดเล็กที่รับใช้กันมาเกือบสิบปี เธอก็ตาโตด้วยความตกใจ เพราะด้านข้างของแม่มัสตาร์ดมีรอยครูดเป็นทางยาวตลอดตัวถังรถอันแสดงถึงความไม่ปรานีปราศรัยของผู้ทำการ พอมองไปรอบ ๆ ก็เห็นรถหรูเลิศราคาแพงคันหนึ่งจอดอยู่ มีอาการว่าน่าจะเป็นคู่กรณี เพราะตัวเองก็มีรอยอยู่เล็กน้อยเพราะเป็นรถแข็งแกร่งกว่า แต่ไม่มีเจ้าของรถคอยอยู่อย่างที่ควรจะเป็น ทองทาสงสารทั้งตัวเองและทั้งแม่มัสตาร์ด เธอเดินไปถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เขาตอบว่าไม่เห็นอะไร ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ ทองทาจึงให้เจ้าหน้าที่เฝ้ารถคันก่อเหตุเอาไว้ และให้โทรศัพท์ขึ้นไปบอกทันทีที่เจ้าของรถคันนั้นกลับมา
“คนขับเป็นใครน่ะ..คุณ เขาเป็นนักศึกษาหรือเปล่า”เจ้าหน้าที่ส่ายหน้าเป็นเชิงไม่รู้ไม่เห็น

ในความคิดของทองทาตอนนั้นคือ เป็นรถของบุคคลภายนอกที่รีบร้อนไปทำธุระอะไรสักอย่าง
แต่ก็หวั่นใจกลัวว่าจะเป็นรถนักศึกษา “นี่มันที่จอดรถอาจารย์นะ..คุณปล่อยให้เขาเข้ามาได้ไง”
เจ้าหน้าที่ไม่ตอบ แต่กลับมีสีหน้าประหนึ่งจะร้องไห้ หลังจากขึ้นไปนั่งสงบสติอารมณ์บนห้องได้พักหนึ่ง ก็ได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ว่า เจ้าของรถต้นเหตุมาแล้ว ทองทารีบลงลิฟต์เดินไปที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อไปถึงกลับไม่เจอรถคันนั้น มีแต่เจ้าหน้าที่คนเดิมยืนทำหน้าเจี๋ยมเจี้ยมอยู่คนเดียว ในมือถือกระดาษแผ่นหนึ่ง ทองทาไม่ทันอ้าปากถาม กระดาษแผ่นนั้นก็ถูกส่งให้เธอ
“นี่ครับ..นักศึกษาเขาฝากไว้ให้อาจารย์”
“นักศึกษารึ” ทองทาถามเสียงขุ่น ๆ
“ครับ” เจ้าหน้าที่ดูไม่กลัวทองทาอีกต่อไป ซ้ำยังดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจแทนเลยแม้แต่น้อย ทองทาสะกดอารมณ์ ก้มลงดูข้อความในกระดาษแผ่นน้อย มีตัวอักษรขยึกขยักแบบอ่านยากอยู่หนึ่งบรรทัด “โทดคะจารย์ติดต่อ ๐๘๙-XXXXXXX” ทองทาเกิดอาการบรรยายไม่ถูก เงยหน้าขึ้นมอง เจ้าหน้าที่ เขาก็เดินเลี่ยงไปยืนหน้าประตูเสียแล้ว เธอนับหนึ่งถึงสิบ ครั้นเห็นยังโกรธมากอยู่ก็นับต่อไปอีกจนถึงร้อย ปรายตาไปมองเจ้าหน้าที่คนเดิมนิดหนึ่ง ก่อนเดินไปเปิดประตูรถ และนับหนึ่งถึงสิบต่อไปใหม่จนครบร้อยเป็นครั้งที่สอง จึงค่อย ๆ ขับรถออกไป เมื่อถึงบ้าน คุณแม่ของเธอผู้ออกมายืนรอลูกสาวทุกวันที่บริเวณหน้าบ้านก็ถามทันทีว่า
“รถไปโดนอะไรมา ทอง”
“ไม่รู้เหมือนกันแม่” เธอตอบเบา ๆ อย่างสะกดกลั้น ทั้งที่จริง ๆ อยากตอบให้สะใจว่า
“โดนหมามันเบียดเอา”
“แล้วหนูเป็นอะไรหรือเปล่า”ประโยคหลังของแม่นี่เองที่ทำให้หัวใจของทองทาที่เดือด ปุด ๆ เป็นครั้งที่สาม ลดความร้อนลงฉับพลัน เธอเดินเข้าไปกอดแม่เบา ๆ แล้วว่า
“ไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูไม่ได้อยู่ในรถ จอด ๆ อยู่ก็มีคนมาชน” เธอละเว้นเสียไม่เล่าว่าเป็นรถของนักศึกษา เพราะแม่ของเธอก็เป็นอดีตอาจารย์มหาวิทยาลัย ถ้าหากแม่ได้ยินว่ารถนักศึกษามาเบียดรถของเธอ แม่ก็จะตกใจและปริวิตกไปอีกยาว ซึ่งเรื่องปริวิตกของแม่จากการดูโทรทัศน์ในแต่ละวันก็มากพออยู่แล้ว เธอจึงไม่ประสงค์จะเพิ่มทุกข์ให้แม่ขึ้นไปอีก เรื่องนี้จบลงแบบที่ทำให้ทองทาท้อแท้ใจ เพราะนักศึกษาเจ้าของรถไม่ได้ให้เบอร์โทรศัพท์ของเธอ แต่เป็นเบอร์โทรศัพท์ของพ่อของเธอ เสียงปลายสายที่ฟังได้ว่า พูดไม่ชัดเพราะลิ้นแข็งจากภาษาอื่น ทำให้ทองทาอ่อนอกอ่อนใจ กว่าจะพูดกันรู้เรื่องว่าจะติดต่อกันเรื่องอะไร ทองทาก็เกือบจะวางหูไปแล้วหลายหน

ในที่สุด ทองทาก็รู้ว่า ลูกสาวของคนที่กำลังติดต่อกับเธอนี้ชื่อยาวเป็นราวตากผ้าว่า นิรมิตสวัสดี หรือ “อานิกหน่อย” ของพ่อ พอรู้เรื่องว่ารถลูกสาวไปก่อเหตุ คนรับโทรศัพท์ก็หัวเราะ
“ฮ่า ๆ”ชอบอกชอบใจ ยิ่งทำให้ทองทาโกรธขึ้นไปอีก
“ลดอาจางเสียหัยลึ…ไม่เป็งลาย เดี๋ยวอั๊วให้คงไปตีลาคา”
“คุณควรจะสอนลูกบ้างนะให้มีมารยาท ชนรถครูแล้วจะทิ้งไปอย่างนี้ได้ไง ที่จอดรถนั่นก็เป็นที่จอดรถของอาจารย์ ลูกคุณทำผิดหลายชั้น”
“ฮ่า ๆ..”เสียงของอีกฝ่ายยังรื่นเริงอยู่ “ม่าย เป็งลาย ม่ายเป็งลาย อาจางก็สองมังเองสิ…มังเป็นลูกสิกอาจางแล้วนี่” ทองทาอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก เธอวางหูลงอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะตะโกนออกไปให้ดังพอสมควรแก่การระบายอารมณ์ว่า“เฮ้ย..มันอะไรกันวะ” สิ้นเสียงของทองทา เธอก็ได้ยินเสียงอาจารย์คมจันทร์หญิงรุ่นน้องห้องข้าง ๆ ถามขึ้นว่า “มีอะไรหรือเจ๊” ทองทายิ้มให้โต๊ะทำงานของตนเองก่อนตอบดัง ๆ ว่า
“เซ็งสิ…”ก่อนจะเงียบไปนิดหนึ่งแล้วว่า
“วันหลังจะเล่าให้ฟัง”

แต่ทองทาก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้จนแล้วจนรอด เพราะห้องพักครูอาจารย์ในมหาวิทยาลัยภายหลังการปรับปรุงครั้งใหญ่ให้ทันสมัย ได้กลายเป็นซองใครซองมัน ห้องเล็ก ๆ แคบ หน้าห้องประตู หลังห้องเป็นหน้าต่าง ในห้องกว้างพอตั้งโต๊ะทำงาน ๑ ตัว ชั้นหนังสือ ๑ ชั้นและเก้าอี้รับแขกอีก ๑ ตัว โอกาสที่อาจารย์จะพบปะสนทนากันหดหายไป ความสัมพันธ์ระหว่างครูอาจารย์ในคณะก็หดหายไปด้วย บางครั้งอาจารย์บางคนป่วยไม่มาสอนสองวันแล้ว ยังไม่มีใครรู้เลย นอกจากเจ้าหน้าที่ธุรการที่นั่งดักอยู่หน้าประตูห้องลงนามเข้าทำงาน

ทองทาเจอนาลีอีกครั้งในห้องเรียน เธอนั่งสัประหงกโยกซ้ายไปขวาชนิดที่ผู้เป็นครูทนดูไม่ได้ ขณะกำลังคิดว่าจะประจานคนสัปประหงกให้อายไปทั้งห้อง ทองทาก็หันไปเห็นรอยยิ้มของเด็กสาวที่นั่งข้าง ๆ ซึ่งทองทาคลับคล้ายคลับคลาว่าคนนี้แหละชื่อนิรมิตสวัสดี เธอชายตามองคนสัประหงกแล้วหันไปพยักเพยิดหัวเราะกับเพื่อน ทองทารู้สึกตกใจที่พฤติกรรมที่ราวกับเด็กนักเรียนชั้นประถมยังมาเกิดขึ้นกับเด็กระดับมหาวิทยาลัย ความคิดที่จะประจานนาลีหายไป เหลือแต่ความสงสารว่าเด็กคนนี้ไม่มีเพื่อน เป้าหมายจึงย้ายจากนาลีไปยังนิรมิตสวัสดีแทน สาวน้อยดูท่าทางจะรู้ตัวเหมือนกันว่ากำลังถูกจ้องมองจากครูผู้สอน เพราะเธอทำท่า“ช่างมันฉันไม่แคร์” ทั้งขณะครูสอน และเรื่องที่เกิดขึ้นกับรถครู โดยคุยกับเพื่อนอย่างออกรส

“นักศึกษาที่รัก..”ทองทาเริ่มต้น
“เรามิได้เรียนวรรณคดีเพียงเพื่อรับเอาความงาม ความสุนทรีย์ทางวรรณศิลป์ หรือเรียนรู้ว่าสภาพสังคมในแต่ละยุคแต่ละสมัยเป็นอย่างไรเท่านั้น หากแต่เรายังเรียนวรรณคดีเพื่อขัดเกลาและยกระดับจิตใจของเราเอง จากความมืดมนหม่นมัวในจิตใจ เปิดรับเอาความดีความงามความมีคุณธรรมของผู้คนที่ถ่ายสะท้อนมาจากชีวิตจริง ๆ ความรักของแม่ ความกตัญญูของลูก ความโศกเศร้าของมนุษย์ ความยุติธรรม ความอยุติธรรม ทุกอย่างล้วนเพื่อให้เรารู้จักมนุษย์อย่างถ่องแท้มากขึ้น…” นัยน์ตาของทองทาจ้องอยู่ที่มนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งแน่วแน่
“มนุษย์ที่มีวัฒนธรรม มีคุณธรรม มีความเป็นมนุษย์ที่แท้เขาเป็นอย่างไร ครูอยากรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเคยซึมซ่านเข้าไปในจิตใจของพวกเราบ้างไหม..” นิรมิตสวัสดียังหัวเราะอยู่กับเพื่อน ในขณะที่นาลีค่อย ๆ เงยหัวขึ้นจากอาการโงกเงก ตาเธอเบิกโตขึ้น ใบหน้าของเธอยกขึ้น เสียงของทองทาคงลอยเข้าไปในโสตประสาทของเธออย่างถนัดถนี่ ถ้อยคำที่เน้นย้ำ เสียงที่หนักแน่นจงใจของผู้เป็นครู ปลุกความง่วงเหงาที่บังคับไม่ได้ให้ตื่นขึ้นทีละน้อย เธอนั่งลำตัวตรงและดวงตาเธอจ้องมองมาที่ครู เป็นครั้งแรกที่ทองทาเห็นว่า นัยน์ตาของนาลีเป็นนัยน์ตาคู่ที่มีความเป็นมนุษย์มากที่สุด เธอสื่อสารกับทองทาโดยตรง เธอเข้าใจและเข้าถึงสิ่งที่ทองทากำลังพยายามบอกอีกคนหนึ่ง เธอตื่น! ทองทาละสายตาจากเป้าหมายครั้งแรก กวาดสายตามองดูนักศึกษาทั้งชั้นปีอย่างหมายมั่น

“เราไม่ได้อ่านเพียงเพื่อจะนำไปสอบ แต่เราอ่านเพื่อที่จะเก็บไว้ใช้ในชีวิต เราอ่านเพื่อจะให้มันเป็นเนื้อเยื่อส่วนหนึ่งของชีวิตเรา และทุกครั้งที่เราต้องการ มันจะก้าวออกมา เสนอตัวออกมา ขอให้เราได้ใช้มัน” นัยน์ตาของนาลีเบิ่งโต เธอทำปากขมุบขมิบเหมือนจะถาม
“จริงหรือคะครู”
“เธอเคยร้องไห้ไหม…เธอเคยโศกเศร้าไหม ไม่เพียงแต่แม่หรือพ่อหรือพี่น้องของเธอเท่านั้นที่ปลอบเธอ แต่วรรณคดี วรรณกรรม หรือหนังสือเล่มที่เราเคยอ่านต่างก็ทำหน้าที่นี้ด้วย…ทำหน้าที่เปรียบเทียบประสบการณ์ ทำหน้าที่เป็นตัวอย่างชีวิต ทำหน้าที่ช่วยให้เราคิดได้ ให้เราเปลี่ยนแปลงความรู้สึก ทำให้เราตระหนัก ประจักษ์ และสำนึกได้…”ทองทากลับไปมองที่นิรมิตสวัสดีอีกครั้ง

“ลองถามตัวเองดูว่าหลังจากที่เราได้อ่านวรรณคดี ได้อ่านวรรณกรรมจบเล่มหนึ่ง มีอะไรที่เรารู้สึก สำนึก หรือมีอะไรที่ทำให้เราคิดได้บ้างมั้ย จิตใจอันหยาบกระด้างไร้การขัดเกลา ไร้การอบรมของเรามันละเอียดอ่อน อ่อนโยนขึ้นบ้างไหม หรือไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย…หยาบกระด้างไร้ความรู้สึกอย่างไร ไร้สำนึกอย่างไรก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น…ถามตัวเองดู”
ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้นแก่เด็กสาวผู้เชิดหน้าร่าเริงและพูดอยู่ตลอดเวลาคนนั้น แต่เด็กสาวอีกคนที่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่กลับลุกขึ้นนั่งตัวตรงจ้องมองดูทองทาเขม็ง เมื่อทองทาละสายตาจากนิรมิตสวัสดี เพราะรู้สึกว่าไม่มีความสามารถจะดัดไม้แก่ไร้การอบรมคนนี้ได้เลย เธอก็มองเลยมาที่นาลี และค้นพบด้วยความแปลกใจว่า ดวงตาของเด็กผู้หญิงซึ่งหงอยเหงากระมอมกระแมมคนนี้กลับส่งประกายเจิดจรัสขึ้นมา

“อาจารย์คะ” มีเสียงดังขึ้นจากเธอด้วย มือข้างขวาถูกชูขึ้นพร้อมกับคำพูดนั้น ทั้งห้องหันมามองดูเธอกันเป็นตาเดียว ทองทายังอุตส่าห์ทันได้เห็นริมฝีปากที่เหยียดออกเป็นเชิงดูถูกของนิรมิตสวัสดีอีกด้วย “ว่าไง นาลี” การเรียกชื่อของเธอได้ถูกต้อง ทำให้สาวน้อยมีรอยยิ้มที่ริมฝีปากปรากฏ
“อาจารย์ช่วยแนะนำหนังสือสักเล่มที่อาจารย์คิดว่ามีคุณสมบัติอย่างที่ว่า…หนูอยากอ่านค่ะ”
ทองทายิ้มละไม ยังไม่ทันจะเอ่ยตอบ เจ้าของคำถามก็พูดต่ออีกว่า“แต่ต้องไม่ใช่เจ้าชายน้อย ของแซงเต็กปูเปรี นะคะ หนูเบื่อชื่อนี้มากค่ะเพราะครูภาษาไทยแทบทุกคนแนะนำ จนป่านนี้หนูยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เลย..”ทองทาเห็นเป็นโอกาสที่จะที่ความรู้จักนาลีให้มากขึ้น จึงว่า “ว่าง ๆ เธอไปหาครูที่ห้องหน่อยสิ…แล้วครูแนะนำพร้อมกับให้ยืมหนังสือด้วย” ทั้งห้องส่งเสียงฮือขึ้นพร้อมกัน ทองทาหัวเราะ ยกมือทำท่าห้ามแล้วว่า“ไม่ใช่ทุกคนไปแล้วจะได้ยืมนะ คนที่ไปยืมต้องให้ครูสัมภาษณ์ก่อนว่าอ่านอะไรมาบ้างแล้ว…แล้วครูจะแนะนำต่อให้” มีเสียงฮือแต่คราวนี้เป็นเสียงต่ำ

หลายคนหัวเราะแฮ่ะ ๆ บางคนร้อง “ว้า” ออกมาดัง ๆ ทองทาหัวเราะ นัยน์ตาเจ้ากรรมอุตส่าห์เหลือบเลยไปที่นิรมิตสวัสดี และพบว่าเธอผู้นั้นมิได้มีส่วนร่วมในสิ่งที่คนทั้งห้องกำลังให้ความสนใจเลย เธอยังคงคุยให้เพื่อนของเธอฟังอย่างสบายอกสบายใจ นิรมิตอสวัสดีแล้วอย่างนี้ ทองทาคิดขำ ๆ….

(อ่านต่อฉบับหน้า)