เรื่อง:อาคุงกล่อง

คุยกับคนบนฟ้ามีหลายคนบอกผมว่า คำถามบางคำถามไม่มีใครตอบได้หรอก ต้องไปถามคนที่อยู่บนฟ้าเอาเองถึงจะได้คำตอบ แล้วผมจะไปถามคนบนฟ้าได้อย่างไรล่ะ? แสดงว่าคนที่อยู่บนฟ้า เขาเป็นคนที่ลิขิตทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เหรอ? แล้วเขาเป็นใครล่ะ? คนบนฟ้าเป็นเทวดาเหรอ? ไม่ว่าคนที่อยู่บนฟ้าจะเป็นใครก็ตามถ้าตอบคำถามผมได้ ผมก็จะไปถามกับเขาให้รู้ความจริงให้ได้ แล้วผมก็เริ่มคิดขึ้นในใจ ‘ขึ้นไปบนดาดฟ้าดีกว่า จะได้คุยกับคนบนฟ้าได้ถนัดขึ้น’ ผมเดินขึ้นลิฟท์เพื่อไปยังชั้นดาดฟ้าของอาคารจอดรถแห่งนี้ ชั้นบนสุดเหนือชั้นที่ 15 ที่ตอนนี้ช่างเงียบสงบ ลานปูนโล่งๆ ใต้ฟากฟ้าในยามมืดมีแค่แสงไฟจากประตูทางขึ้นเท่านั้นที่ส่องให้ความสว่างเพียงเล็กน้อย ในช่วงเวลาที่ผู้คนทั้งหลายในตึกคงยังนอนอยู่ในห้องของตัวเอง พวกเขาคงใช้ชีวิตอย่างมีความสุขอยู่ในอาคารคอนโดต่างๆ ที่ผมมองเห็นอยู่โดยรอบ แต่ผมกลับเดินขึ้นมายืนเดียวดายเพียงลำพังบนดาดฟ้าแห่งนี้ ท่ามกลางลมหนาวที่เริ่มพัดแรงขึ้น อากาศช่วงหลังฝนตกเริ่มเย็นมากแล้วด้วย แล้วผมจะได้คุยกับคนบนฟ้าไหม?

“คนบนฟ้าอยู่ไหมครับ?” ผมเงยหน้าแล้วป้องปากตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยเสียงอันดังลั่น แต่ผมกลับได้คำตอบมาเป็นเพียงความว่างเปล่าปราศจากเสียงใดๆ ทั้งสิ้น ผมจึงหลับตาตั้งสมาธิให้จิตมั่นคงขึ้น แล้วตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังอีกครั้ง

“คนบนฟ้าได้ยินไหมครับ?”หลังจากเสียงดังนั้นลอยหายไปตามลม ผมรับรู้ถึงสายลมหนาวอันเยือกเย็นที่พัดหวนมาปะทะกับใบหน้า จนทำให้ผมต้องเข้าสู่ภวังค์แห่งความคิดของตัวเองในทันที เสียงใครบางคนดังก้องขึ้นในสมองของผม
“เออ ได้ยินแล้ว เอ็งตะโกนเสียงดังลั่นเลย แก้วหูจะแตกอยู่แล้ว”
“นั่น …คือเสียงคนที่อยู่บนฟ้าจริงๆ เหรอครับ? แล้วท่านอยู่ไหนทำไม ผมถึงไม่เห็นท่านล่ะครับ?” ผมพยายามเอียงคอหันหัวไปมาเพื่อตามหาเสียงของคนบนฟ้าที่ผมกำลังได้ยินอยู่
“เอ็งจะเห็นข้าได้ไง ก็เอ็งเสือกหลับตาอยู่ เอ็งมีอะไรก็ว่ามา ข้ากำลังรีบนะโว้ย” เสียงนั้นตอบผมอย่างชัดเจนมากขึ้น
“ผมอยากจะถามอะไรท่านหน่อยครับ ผมจะถามถึงใครบางคน เธอคนที่อยู่บนฟากฟ้าเหมือนท่านไงครับ แต่ว่าตอนนี้ทำไมท่านถึงได้ส่งเธอคนนั้นลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ล่ะครับ?” ผมถามออกไปโดยที่ยังไม่กล้าลืมตาขึ้นมองเพราะผมกลัวว่าเสียงนั้นจะหายไป
“เธอคนนั้น … เอ็งหมายถึงนางฟ้าเหรอ?” เสียงของคนบนฟ้าถามผมขึ้นอย่างก้องกังวานในหัวผม ทำให้ผมต้องนึกถึงใบหน้าน้องคนนั้นขึ้นมาในทันที
“ใช่ครับ สำหรับผมเธอคือนางฟ้า ท่านเป็นคนส่งนางฟ้าคนนี้ลงมาเพื่อให้ผมได้เจอกับเธอใช่ไหมครับ?” ผมรีบยิงคำถามขึ้นในทันที
“ทุกๆ อย่างเป็นลิขิตของฟากฟ้า ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ข้าไม่สามารถบอกเอ็งได้หรอก ว่าบนฟากฟ้าส่งใครลงไปให้เจอกับใคร แล้วก็ไม่ใช่สิทธิ์อะไรของเอ็งที่เอ็งจะมาถามเรื่องนี้กับข้า”ถึงแม้ท่านจะไม่ยอมบอกผมตรงๆ ผมก็พอรู้ได้ว่าท่านเป็นคนส่งนางฟ้าคนนี้ลงมาเพื่อให้เจอกับผม แต่ทำไมท่านต้องกลั่นแกล้งผมด้วยล่ะครับ? ทำไมท่านไม่ส่งเธอคนนี้ลงมาให้เร็วกว่านี้? เพื่อที่ผมจะได้เจอเธอก่อนใคร ทำไมท่านถึงได้ส่งไม้งามมาให้ในขณะที่ผมมีขวานที่บิ่นแล้วล่ะครับ?”
“ท่าทางเอ็งคงจะเป็นเอามาก เอ็งคิดเข้าข้างตัวเองตลอดเลยนะ ข้าไม่ได้ส่งใครลงไปเพื่อให้เจอกับใคร หน้าที่ของข้าก็เพียงแค่คอยดูแลให้ทุก ๆ คนเป็นไปตามที่ฟากฟ้ากำหนดไว้แล้วก็เท่านั้นเอง”
“งั้นผมขอถามท่านได้ไหมครับว่า ชีวิตของผมถูกกำหนดไว้ให้เจอ นางฟ้าคนนี้ใช่ไหมครับ? สิ้นคำถามนี้สายลมเย็นวาบพัดกระโชกเข้าปะทะตัวผมอย่างแรง ถึงแม้ว่าผมยังคงหลับตาอยู่แต่ผมก็พอรับรู้ได้ว่ากระแสลมดังกล่าวเหมือนจะจงใจพัดโถมเข้าใส่ตัวผมโดยตรง
“ข้าบอกเอ็งไม่ได้หรอก ข้ายืนยันว่าทุก ๆ อย่างเป็นไปตามที่ฟากฟ้ากำหนดไว้แล้ว ไม่มีอะไรที่จะแก้ไขหรือกำหนดใหม่ได้หรอก ทุก ๆ คนต้องเดินไปตามเส้นทางที่ได้ถูกลิขิตไว้ ทุกคนต้องเดินค้นหา และขวนขวายกันเอาเอง … โดยเฉพาะเอ็ง ท่าทางว่าจะต้องเดินหาอีกไกล”
“ผมไม่อยากเดินหาแล้วครับ ผมเจอนางฟ้าคนนี้แล้ว ทำไมท่านถึงไม่ให้ผมได้เคียงคู่กับเธอด้วยล่ะครับ? ทำไมท่านต้องสร้างกำแพงแห่งความห่างเหินมากั้นกลางระหว่างผมกับเธอ ในทุก ๆ ครั้งที่ผมจะพยายามปีนป่ายเข้าใกล้ความรู้สึกของเธอด้วยล่ะครับ?”
“ไอ้บ้า! … เอ็งนี่อาการหนักจริง ๆ กำพงกำแพงบ้าบออะไรของเอ็ง ข้าไม่เคยสร้างกำแพงไว้ที่ไหนเลย เอ็งคิดของเอ็งเอง”
“ท่านให้โอกาสผมได้เจอกับนางฟ้าคนนี้ แต่ทำไมท่านไม่ยอมให้เธอรักผมล่ะ? ทำไมท่านต้องให้เธอรักคนอื่นด้วยล่ะ? ท่านแก้ไขได้ไหมครับ ผมขอร้องให้กราบก็ยอม”
“สงสัยเอ็งจะเข้าขั้นโคม่า ข้า สรุปสั้น ๆ ก็แล้วกันเวลาข้าน้อยจะมาเสียเวลาไร้สาระกับเอ็งไม่ได้หรอก” เสียงของคนบนฟ้าเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนจะดุมากขึ้น
“เอ็งเจอผู้หญิงที่เอ็งรัก แต่ว่าเธอคนนั้นมีเจ้าของอยู่แล้วใช่ไหม?”
“ใช่ครับ ผมรู้ว่าท่านรู้ ก็ท่านกลั่นแกล้งผมไงครับ”
“ไอ้ประสาท ข้าไม่ได้ไปกลั่นแกล้งอะไรเอ็งสักหน่อย ทุกอย่างถูกฟากฟ้ากำหนดมาแล้ว ตั้งแต่ในภพที่แล้ว เขากับคู่ของเขาคงทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ส่วนเอ็งอาจจะเป็นมารที่คอยมาผจญพวกเขาในชาติภพนี้ก็ได้ เอ็งเคยคิดบ้างไหมว่าเธอคนนั้นอาจมีชีวิตที่ดีเพราะเธอไม่ได้เคียงคู่อยู่กับเอ็ง”

ผมถึงกับอึ้งเมื่อได้ยินคนบนฟ้าพูดขึ้นมาแบบนี้ มันเป็นประโยคที่ทำร้ายจิตใจของผมเป็นอย่างมาก มันทิ่มแทงหัวใจผมให้แห้งเหี่ยวย่นแบนมากขึ้นอีก แล้วภาพแห่งความเป็นจริงเริ่มปรากฏขึ้นในสมองผมอย่างช้า ๆ แต่ผมพยายามสลัดภาพนั้นทิ้งไป แล้วยังคงดันทุรังพูดแย้งคนบนฟ้าต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ
“แต่ท่านก็เป็นคนให้โอกาสผมได้เจอกับเธอ ทำไมท่านจะไม่ให้ผมกับเธอได้รักกันล่ะครับ?”
“ไอ้โรคจิต ข้าก็พูดทุกประโยคว่า ข้าไม่เคยให้อะไรกับเอ็งเลย เอ็งยังจะมาขี้ตู่อีกเหรอว่ะ ข้ายืนยันว่าทุกๆ อย่างได้ถูกฟากฟ้ากำหนดไว้หมดแล้ว”
“ถ้าท่านบอกว่า ท่านไม่เคยให้อะไรผมเลย งั้นวันนี้ผมขออะไรบางอย่างจากท่านได้ไหมครับ?”
“ทำไมเอ็งถึงได้โลภมากอย่างนี้วะ? ” น้ำเสียงของคนบนฟ้าตอบออกมาด้วยความรำคาญเป็นอย่างยิ่ง
“จะขอพรอะไรก็ว่ามา เอ็งนี่เรื่องมากฉิบหายเลย”
“ผมขอพรจากท่านเพียงแค่ข้อเดียว ผมขอให้นางฟ้าคนนั้นรักผมได้ไหมครับ?” สิ้นจากเสียงที่ผมขอพรจากคนบนฟ้าไปแล้ว ก็มีแต่เพียงความว่างเปล่า เกิดความเงียบขึ้นเพียงชั่วขณะในภวังค์ของผม ก่อนที่จะมีสายลมอันเยือกเย็นพัดมาปะทะกับใบหน้าของผมอีกครั้ง จนทำให้ผมรู้สึกขนลุกขึ้นมาในทันที แล้วเสียงเดิมที่เป็นเสียงของคนบนฟ้าก็ดังก้องขึ้นในความคิดของผมอีกครั้ง
“ไม่ได้! …. ข้าคงไม่สามารถให้พรดังกล่าวแก่เอ็งได้หรอก”
“ทำไมท่านใจดำจังครับ ผมขอแค่ให้เธอรักผมเท่านั้นเอง ท่านทำให้ผมไม่ได้หรือครับ”
“ไอ้เวรนี่! เอ็งบังอาจมาว่าข้าเหรอ? เอ็งลองลืมตาขึ้น แล้วมองลงไปข้างล่าง มองรอบ ๆ ตัว แล้วบอกข้าสิว่าเอ็งเห็นอะไร” ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเพื่อมองไปดูรอบ ๆ ตัวตามที่คนบนฟ้าบอก ตอนนี้ผมอยู่บนดาดฟ้าของอาคารจอดรถสูงกว่า 15 ชั้น ในเวลาเกือบจะ 4 ทุ่มแล้ว
“ผมเห็นตึกคอนโดอยู่ตรงข้ามตึกหนึ่ง ผมเห็นมีคน 4 ถึง 5 คนบนตึกนั้นกำลังมองมาตรงนี้” ผมตอบคนบนฟ้าไป ขณะเพ่งมองไปโดยรอบอีกครั้ง
“ผมเห็นตึกต่าง ๆ อีกมากมายหลายตึก เห็นสะพานใหญ่ 2 สะพาน เห็นเสาไฟฟ้าแรงสูง เห็นแสงไฟจากบ้านผู้คนด้านล่าง ผมเห็นมีถนนหนทางหลาย ๆ สาย แสงไฟสว่างจ้าจากท้องถนนทอดยาวเป็นแนว ผมยังเห็นรถราวิ่งอยู่บนถนนและมีผู้คนมากมายที่กำลังเดินทางอยู่บนท้องถนนในขณะนี้ ผมเห็นอะไรเยอะแยะเลยครับท่าน”

“นั้นล่ะคือสิ่งที่ข้าต้องการให้เอ็งเห็น มันคือโลกแห่งความจริง เป็นชีวิตจริงของผู้คนทั่วไปที่เอ็งต้องลงไปฝ่าฟัน ต้องสู้หาหนทางเอาเอง เอ็งเห็นถนนไหมมีอยู่ตั้งหลายสาย แล้วแต่ว่าเอ็งจะเลือกเดินทางไหน เอ็งเห็นผู้คนมากมายใช่ไหม? เอ็งยังคงต้องเดินตามหาใครบางคนอีกหลายครั้งหลายรอบ คงจะมีใครสักคนที่เขาอยากเดินร่วมทางกับเอ็ง อาจจะเป็นนางฟ้าคนนั้นของเอ็งก็ได้ เพียงแต่ว่าเอ็งคงต้องลงไปเดินตามหาเองนะ ทุกอย่างฟากฟ้าได้กำหนดไว้หมดแล้ว เอ็งจะมายืนตะโกนโวยวายถามข้าอยู่บนนี้ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”
“นี่หรือครับ โลกแห่งความเป็นจริง ที่ผมต้องไปตามหาเอาเอง” ผมพูดตอบพร้อมทั้งคิดตามไปด้วยในขณะที่ผมยังคงมองวิวที่ปรากฏในยามค่ำคืนต่อไปเรื่อยๆ
“ถูกต้องแล้ว ส่วนพรศักดิ์สิทธิ์ที่เอ็งขอ ข้าคงให้เอ็งไม่ได้หรอก แต่ข้าขอให้พรอย่างอื่นกับเอ็งก็แล้วกัน”
“ครับท่าน ถ้าเป็นพรศักดิ์สิทธิ์จากท่าน ผมอยากได้ครับ ท่านจะให้พรอะไรผมเหรอครับ?” ผมรีบตอบรับคำด้วยความดีใจและตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“ข้าจะให้เอ็งรักเธอคนนั้นตลอดไป แม้ว่าเธอคนนั้นจะไม่รับรักเอ็งก็ตาม เอ็งจะทำอย่างที่ข้าให้พรได้ไหม?” พอผมได้ยินพรจากคนบนฟ้าที่มอบให้ผมแล้ว ผมอึ้งไปชั่วขณะ ขุมขนลุกชันขึ้นมาอีกครั้ง เพราะจู่ๆ ลมก็นิ่งสงบ ทุกอย่างเหมือนหยุดนิ่งทิ้งช่วงไว้ชั่วขณะ โลกไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ ผมเงยหน้าขึ้นมาและยืดชูอกเพื่อรับพรข้อนั้น
“ถ้าผมรับปากว่าผมจะรักเธอตลอดไปล่ะ ผมจะต้องรออีกนานแค่ไหนครับท่าน?”
“ข้าจะให้เอ็งรักเธอคนนั้นตลอดไป ส่วนว่านานแค่ไหนข้าบอกเอ็งไม่ได้ มันอาจจะนานมาก หรือนานเกินกว่าที่จะทำให้เธอคนนั้นเดินข้ามกำแพงห่าเหวที่เอ็งบอกได้ หรือเธออาจจะเดินกลับเข้ามาหาเอ็งก็ได้นะ แต่ข้าไม่รู้หรอกว่าจะเป็นเมื่อไหร่” เสียงตอบจากคนบนฟ้าทำให้ผมต้องครุ่นคิดอีกครั้ง

“ถ้ามันสามารถเป็นจริงอย่างที่ท่านบอก ผมก็ยินดีครับ แต่…ท่านบอกผมได้ไหมว่า ท่านมีอยู่จริง และที่เราคุยกันนี่เป็นเรื่องจริงทั้งหมด”
“ไอ้เรื่องมาก ข้าชักจะรำคาญเอ็งแล้วนะ ทำไมเรื่องมากจังเลยวะ ถ้าเอ็งอยากรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่? เอ็งก็รีบลงไปข้างล่างเดี๋ยวนี้เลย แล้วต้องรีบลงไปข้างล่างตอนนี้เลยเดี๋ยวจะไม่ทันการ ข้าต้องรีบไปแล้วเพราะว่ามีคนที่อยู่อีกฟากฟ้าคนละด้านกับเอ็งกำลังตะโกนเรียกข้าอยู่เหมือนกัน”

“ครับท่าน ผมขอบคุณท่านมาก ๆ เลยครับ” ผมกล่าวขอบคุณคนที่อยู่บนฟากฟ้า รีบวิ่งไปกดลิฟท์เพื่อลงไปชั้นล่างสุดให้เร็วที่สุด ผมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่กำลังจะได้พบที่ชั้นล่าง พอผมลงมาถึงชั้นล่างสุดในทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดออก ผมต้องสะดุ้งตกใจ แสงไฟจ้าที่ส่องมาจากหน้ารถสีแดงคันใหญ่ ส่องตรงมายังบริเวณหน้าอาคารจอดรถ–รถคันดังกล่าวกำลังวิ่งมาจอดที่ด้านหน้าทางเข้าอาคารอย่างรวดเร็ว โดยมีไฟสีแดงกระพริบเปิดอยู่บนหลังคารถ พร้อมกับมีรถปิคอัพสีแดงอีก 2 คันที่มีไฟหวอ กระพริบอยู่บนหลังคาเช่นกัน รถทั้ง 3 คันกำลังวิ่งตามมาจอดเคียงข้างกัน ‘รถดับเพลิง กับรถหน่วยกู้ภัย มากันทำไมวะ?’ ผมได้แต่คิดอยู่ในใจด้วยความสงสัย

“พี่ครับ พี่ช่วยกดลิฟท์ไว้ให้ด้วยครับ” เจ้าหน้าที่ดับเพลิงคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นตรงมาหาผมที่ลิฟท์ ผมจึงต้องกดปุ่มหยุดลิฟท์ไว้ให้ ก่อนจะแทรกตัวออกมาจากลิฟท์ กระทั่งได้เจอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนหนึ่ง
“เกิดอะไรกันขึ้นหรือครับ?” ผมรีบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยคนนั้น ด้วยความสงสัย
“มีคนที่อยู่บนตึกฝั่งตรงข้ามเขาโทรไปแจ้งตำรวจว่า บนดาดฟ้าของอาคารนี้มีผู้ชายกำลังจะกระโดดตึกฆ่าตัวตายครับ” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตอบผมด้วยน้ำเสียงที่ตื่นเต้น
‘ทำไมคนสมัยนี้มันถึงได้คิดสั้นอย่างนี้น’ ผมสบถพลางนึกถึงคำของคนบนฟ้าที่ยังดังก้องอยู่ในหัว ‘นี่คือโลกแห่งความจริง ชีวิตจริงของผู้คนทั่วไปที่เอ็งต้องลงไปฝ่าฝันเพื่อต้องสู้หาทางเอาเอง’ก่อนตัดสินใจเดินออกจากตึกอันแสนจะวุ่นวายแห่งนี้ เพื่อที่จะเดินไปตามหาสิ่งที่ผมต้องการและอยากจะครอบครองให้ได้ในชีวิตจริง.