โดย จรรย์สรณ์ บัวภา

“ห่าร่อยบาท ไปกลับน่ำ ถ่าไปขาเดียวสามร่อย” (ไปและกลับ 500 บาท ถ้าไปอย่างเดียว 300 บาท) ฉันหันไปเห็นเพื่อนร่วมทางเบิกตาโต อ้าปากค้าง หลังได้ยินลุงคนขับสกายแล็ปหน้าท่าเรือข้ามฟากเมืองท่าแขก  แขวงคำม่วน ประเทศลาว บอกราคารถเหมาไปวัดพระธาตุศรีโคตรบองหรือพระธาตุศรีโคตรบูร พระธาตุพี่น้องกับพระธาตุพนม และเป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของแขวงคำม่วน ที่ห่างจากจุดที่เรายืน 6 กิโลเมตร

ฉันบอกปฏิเสธลุงเพราะราคาแพงเกินไปสำหรับเรา ขนาดว่าระยะ 1-3 กิโลเมตร เรายังเดินไปกันเป็นปกติ แล้วนี่ต้องมาเสียเงินหลายร้อยกับระยะทางที่เพิ่มมาอีกไม่กี่กิโลเมตร ฉันคิดว่าเก็บไว้กินอาหารร้านริมโขงฝั่งนครพนมสักมื้อน่าจะดีกว่า เราเดินจากท่าเรือข้ามฟากไปตามถนนริมฝั่งโขง โดยอาศัยแผนที่จาก google map มีร้านอาหารและตึกยุคอาณานิคมสไตล์เฟรนซ์-โคโลเนียล (French-Colonia) ที่ตกทอดมาจากฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม เราเดินชมบรรยากาศและถ่ายรูปอาคารสี่เหลี่ยมแบบสมมาตรที่มีประตูทางเข้ากึ่งกลางอาคาร มีชุดเสาสูงเป็นแนวรับชายคากว้าง ชั้นบนมีระเบียงโดยรอบ ทำให้เดินผ่าน 2 กิโลเมตรแรกไปอย่างเพลิดเพลิน ผ่านไปสักพักก็เป็นบ้านเดี่ยวและตึกแถวอย่างที่เห็นทั่วไปในเขตชุมชนต่างจังหวัดของไทย ต่างกันตรงที่ฝุ่นจากถนนทำให้กางเกงสีขาวเปลี่ยนสีได้เร็วและเข้มกว่าเดิมเยอะเลย

ถึงทางแยก google map ก็เลือกเส้นทางดินลูกรังให้เราไปต่อ เพราะใกล้กว่าการเดินไปตามถนนใหญ่เกือบเป็นกิโลฯ เราเริ่มเหนื่อยแล้วเลยเห็นดีเห็นงามไปกับ google ง่ายๆ ทั้งที่ปกติไม่มีทางที่เราจะไปแน่นอน มองไปไม่มีรถสักคัน สองข้างทางเป็นป่าละเมาะและมีบ้านไม้อยู่ห่างกันเป็นระยะ เรารีบเดินโดยไม่ได้สังเกต 2 ข้างทางมากนัก เพราะอยากถึงปลายทางเร็วๆ ระหว่างทางมียายหาบตะกร้าข้าวเกรียบว่าวแผ่นใหญ่โรยงาจนเต็มแผ่นผ่านมา ร้องเรียกให้เราอุดหนุนข้าวโป่งของยาย เพื่อนบอกว่า ข้าวโป่งกับข้าวเกรียบว่าวคืออย่างเดียวกัน แต่ทางอีสานจะเรียกว่าข้าวโป่ง ฉันจ่ายเงินแล้วแกะถุงชิมทันที รสชาติออกเค็มนิดๆ ไม่หวานเหมือนข้าวเกรียบว่าวที่เคยกิน ฉันว่าแบบนี้อร่อยกลมกล่อมกว่า ว่าแล้วก็บอกยายว่า เอามาอีกถุง 

ฉันถามยายว่าทำข้าวโป่งเองใช่ไหม ยายเลยบอกวิธีทำเสียละเอียดยิบ กลัวว่าฉันจะไม่เชื่อ เริ่มจากเอาข้าวเหนียวนึ่งสุกร้อนๆ มาตำในครกมอง (ครกกระเดื่อง) ซึ่งต้องใช้เวลานานและใช้แรงมาก ยากกว่าตำข้าวเปลือกหลายเท่า พอใส่เกลือและงาดำแล้ว ก็เอาน้ำมันหมูทามือก่อนจะปั้นเป็นก้อนผสมกับไข่แดง วางบนไม้แผ่น รีดให้เป็นแผ่นบางๆ ตามขนาดใบตองที่ตัดเป็นวงกลมไว้ แล้วเอาไปตากแห้ง เก็บไว้ได้นาน พอจะกินก็เอามาปิ้งไฟ ซึ่งต้องใช้ความสามารถในการพลิกสลับด้านไปมาบนไม้ไผ่ผ่าซีกสานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า 2 อัน ด้วยความรวดเร็วจนกว่าข้าวโป่งจะสุกเสมอกันทั้งสองด้าน กว่ายายจะทำมาขายให้เราได้ ต้องใช้ความพยายามและศิลปะมากทีเดียว ไหนจะต้องหาบเดินไปขายอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเหน็ดเหนื่อยอีกเล่า ฉันอมข้าวโป่งคำสุดท้ายไว้ในปาก ก่อนกลืนก็หวังว่า ความเพียร ความอดทน ความรู้ และความมีศิลปะ ที่ยายมีอยู่ จะส่งผ่านเข้าไปในร่างกายและจิตวิญญาณของฉันได้

เราเริ่มเคลื่อนที่ช้าลง แม้ว่าจะเพิ่มพลังกายพลังใจด้วยข้าวโป่งแสนอร่อยไปแล้ว แต่ก็คอแห้งเป็นบ้าเลย ร้านขายของก็ไม่มี หิวน้ำชะมัด เดินผ่านถนนเล็กแคบขนาดแค่คนเดินสวนกัน เป็นทางลัดออกสู่ถนนใหญ่  ฝั่งขวามือของเรามีธารน้ำใส ที่ทำให้ยิ่งนึกกระหายมากขึ้นไปอีก ทันทีที่ถึงถนนใหญ่ เราก็มองหาแต่ร้านน้ำ แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะเจอ เริ่มนึกถึงร้านสะดวกซื้อในเมืองไทยที่มีอยู่มากมายเกือบทุกป้ายรถเมล์ ยังไม่ทันที่ความคิดจะเลยเถิดไปกว่านั้น ก็พบร้านน้ำอ้อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะจ่ายเงินแล้วได้กินจากขวดทันทีเหมือนที่เคยกินนะ เราต้องรอแม่ค้าเดินไปหยิบอ้อยที่จัดวางกองไว้ข้างๆ มาลอกเปลือกออกแล้วหั่นเป็นท่อน ก่อนจะเอาไปใส่เครื่องคั้นแล้วใส่น้ำแข็งในถุงพลาสติกใสให้เรากินกัน มันช่างชื่นใจ ดับกระหาย คลายความเหนื่อยล้า ขาที่อ่อนล้าก็เริ่มมีแรงขึ้นมาใหม่ เป็นการเติมแบตเตอรี่ให้ร่างกายที่กำลังจะหมดไฟ ในการเดินต่อไปอีก 2 กิโลเมตร

ผ่านกิโลเมตรแรก ความเหนื่อยล้าก็กลับมาเยี่ยมเยือน ฉันรู้สึกว่า ยิ่งใกล้จะถึง ก็ยิ่งเหนื่อยง่าย รู้สึกท้อแท้ อยากหยุดและกลับไปนอนพักมากๆ ฉันคิดว่า แค่กลับไปไหว้แค่พระธาตุพนมก็พอแล้ว ไหนๆ ก็เป็นพระธาตุพี่น้องกัน ไม่เห็นต้องมาตามรีวิวท่องเที่ยวแบบนี้เลย ไม่ก็ยอมเสียเงินตั้งแต่แรกก็สบายไปแล้ว ป่านนี้ได้ไหว้พระธาตุไปถึงไหนถึงไหน ได้สวดมนต์ นั่งสมาธิ สงบจิตใจ สบายๆ ไปนานแล้ว ฉันคิดวนเวียนแบบนี้ไปเกือบครึ่งกิโลเมตร แต่ก็ไม่ได้พูดออกมา เพราะคิดว่าคงไม่มีประโยชน์อะไรมากไปกว่า ทำให้หมดแรงและเสียกำลังใจกันไปเปล่าๆ ได้แต่พูดว่า ‘ อีกนิดเดียว…อีกนิดเดียว…อดทนอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว’

เราลากขาเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ก้มหน้ามองเท้าที่ก้าวสลับไปมา แทนที่จะมองเส้นทางข้างหน้าที่เหลืออยู่ เพื่อให้มีแรงก้าวต่อไปgoogle map บอกว่า อีก 300 เมตรจะถึงจุดหมาย เราเงยหน้าขึ้นมาเห็นยอดพระเจดีย์สีทองตั้งอยู่บนฐานปูนสีขาวอยู่ในบริเวณรั้วซี่เหล็กฝั่งตรงข้าม เชื่อกันว่า องค์พระธาตุมีความศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าไว้ถึง 4 พระองค์ คือ พระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระโคตมพุทธเจ้า

 “ถึงแล้วแก” เราพูดประโยคเดียวกันขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะยกมือพนมขึ้นท่วมหัว ไหว้พระธาตุด้วยความสุขซึ้งที่สุด เท่าที่เคยไหว้พระธาตุครั้งไหนในชีวิต ก่อนจะตั้งจิตอธิษฐานว่า

วันพรุ่งนี้จะมีไหมไม่อาจรู้
วันพรุ่งนี้จะมีอยู่นานแค่ไหน
วันพรุ่งนี้จะยืนยาวสักเพียงใ
วันพรุ่งนี้จะอยู่ไปอย่างไรกัน

ในวันนี้ลูกน้อมกราบซาบซึ้งจิต
ในวันนี้ที่ชีวิตเกิดพลิกผัน
ในวันนี้ลูกกราบก้มพนมวันท์
ในวันนี้ขอยึดมั่นหมั่นทำดี

จากนี้ไปขอรับพรองค์พระธาตุ
จากนี้ไปขอมุ่งมาดทำหน้าที่
จากนี้ไปขอหัวใจใฝ่ความดี
จากนี้ไปขอจงมีความดีงาม

“ส่งได้แล้วแก มัวแต่นั่งคิดอะไร จะหมดเวลาแล้วนะ”
เพื่อนสะกิดเตือนให้ฉันตื่นจากภวังค์ความคิดถึงพระธาตุศรีโคตรบอง เพื่อส่งงานสารคดีในการอบรมให้ทันเวลา ฉันว่า การเดินทางในครั้งนั้นและเส้นทางการเขียนของฉันมันไม่ต่างกันเท่าไหร่ เป็นการเดินทางที่เหนื่อยยาก แต่ก็พบความรู้ระหว่างทางจากครูอาจารย์ที่ทำให้มีพลังกายพลังใจและเป็นน้ำชโลมใจ ในช่วงที่ใกล้จะหมดแรงได้ทุกครั้ง ทำให้ฉันยังไม่หยุดเดินทางในเส้นทางงานเขียน ยังกัดฟันเดินทางมาจนถึงวันนี้ วันที่งานเขียนเดินทางมาอยู่เบื้องหน้าศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ณ หออัครศิลปิน สถานที่แห่งการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็นองค์อัครศิลปิน ผู้เป็นเลิศในศิลปะทั้งปวง

ฉันตั้งจิตอธิษฐานต่อองค์อัครศิลปิน ขอปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของพระองค์ที่ทรงต้องการให้ประชาชนทุกคนมีความเพียรที่บริสุทธิ์ มีปัญญาที่เฉียบแหลม และมีกำลังกายที่สมบูรณ์ ดั่งเช่นพระมหาชนก เพื่อฉันจะได้พัฒนาตัวเองให้มีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะสร้างประโยชน์ต่อสังคมผ่านงานเขียนให้จงได้ ฉันจะไปถึงจุดหมายนั้นได้อย่างไร หากวันนี้ท้อใจแล้วหยุดเขียน นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาส่งงานแล้ว
อีกนิดเดียว…อีกนิดเดียว…อดทนอีกนิดเดียวก็เขียนเสร็จแล้ว