เขียน : จำลอง ฝั่งชลจิตร

แมวบ้านสำนักพิมพ์ราคา 230 บาท, 230 หน้า

ชีวิตประจำวัน (คำสารภาพของนักวิจารณ์ธรรมดา)

ผมจด ๆ จ้อง ๆ รวมเรื่องสั้นชุดนี้อยู่หลายรอบ หยิบแล้ววางอยู่หลายหน เช่นเดียวกันหนังสืออีกหลายเล่มที่เผชิญชะตากรรมเดียวกัน หลายปีมาแล้วที่ผมไม่ค่อยตื่นเต้นกับหนังสือมากนัก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะตลาดหนังสือที่หาหนังสือดี ๆ โดนใจผมได้ยากขึ้นทุกที หรือเป็นเพราะตัวผมเองที่เข้าสู่วัยอ่อนล้าจากการอ่านมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน หนังสือให้อะไรผมมากมาย แต่การอ่านและเขียนบทวิจารณ์ ก็กลืนกินเวลากว่าครึ่งชีวิตของผมไปเหมือนกัน 

ตอนที่หนังสือ “ชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” ส่งมาถึงมือใหม่ ๆ ผมพลิกอ่านตามประสาพวกบ้าเห่อ แต่อ่านไปได้เรื่องสองเรื่องก็ต้องวางเพราะยังมองไม่เห็นประเด็นที่จะเขียนถึงแม้เวลาหนึ่งเดือนต่อบทวิจารณ์ หนึ่งชิ้นจะดูไม่มากอะไรเลยแต่การวิจารณ์หนังสือเป็นงานที่สาหัสกว่าการวิจารณ์สื่อประเภทอื่นมาก หนังจบภายในสองชั่วโมงถึงสองชั่วโมงครึ่งละครเวทีประมาณสามชั่วโมง เพลงหนึ่งอัลบั้มไม่เกินหนึ่งชั่วโมงแต่หนังสือหนึ่งเล่มผมต้องใช้เวลาหลายวันในการอ่านอย่างละเอียด  ดังนั้นถ้าอ่านหนังสือเล่มไหนแล้วไม่เห็นแววผมจึงต้องวางไว้ก่อนแล้วหยิบเล่มอื่นขึ้นมาชิมไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอเล่มที่มองเห็นจุดน่าเขียนถึงมากที่สุด 

ชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” ไม่ใช่หนังสือที่ไม่ดีแต่การมองหาประเด็นที่จะวิจารณ์เป็นคนละเรื่องกันก่อนหน้านี้ รวมเรื่องสั้นของจำลองฝั่งชลจิตรซึ่งผมเรียกติดปากว่าพี่ลอง ออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ “เรื่องผมเล่า” “เมืองบ้านผม” “สมเด็จพระสังฆราชเสด็จฯมา” จนมาถึงเล่มนี้ชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” 

จุดหนึ่งที่เหมือนกันในเรื่องสั้นขบวนนี้คือการหยิบเรื่องราวที่ดูเป็นเรื่องพื้น ๆ ทั่วไป มาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องสั้นอ่านเผิน ๆ ดูเหมือนไม่มีอะไรเลยส่วนใหญ่ออกจะน่าเบื่อเสียด้วยซ้ำแต่ถ้าอ่านอย่างละเอียดเราจะเห็นชั้นเชิงการเล่าระดับกูรู เรื่องใกล้ตัวที่จำลองเขียนถึงมักเป็นเรื่องของเขาเองและโลกที่หมุนวนรอบตัวเขา ในลักษณะเรื่องอิงอัตชีวประวัติแบบที่ฝรั่งเรียกว่า Autobiographical novel บ้างก็นำเหตุการณ์ที่เขารับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ มาเล่าใหม่โดยผ่านตัวละครที่เขาหยิบจับมาจากคนคุ้นเคย 

ก่อนหน้านี้อีกเหมือนกันผมเคยเขียนถึงรวมเรื่องสั้นชุดก่อน ๆ ของเขาไปแล้วทั้งแบบยาวแบบสั้น การที่จะเขียนถึงผลงานเล่มใหม่ของเขา ซึ่งมีเนื้อหาและกลวิธีการเขียนไม่ต่างจากเดิมมากนักจึงเหมือนมีกำแพงสูงล้อมรอบตัวผม แทนที่จะหาทางปีนออกมาจากกำแพงนั้นผมกลับวางชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” ลงบนกองหนังสือแล้วหยิบเล่มอื่น ๆ ขึ้นมาอ่านแทน เชื่อหรือไม่ว่าบางเดือนผมถึงกับกุมขมับเพราะไม่เจอหนังสือที่อยากเขียนถึงจริงๆเลยแม้แกระทั่งเล่มเดียว แต่เมื่อถึงเวลาต้องส่งต้นฉบับผมก็ต้องจำใจหยิบเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านอย่างฝืดฝืนเคี่ยวเข็ญตัวเองให้อ่านให้จบ ขณะพยายามอ่านให้จบผมบอกตัวเองอยู่บ่อยครั้งว่าชีวิตนักวิจารณ์ของผมคงใกล้จบแล้วเช่นกันหากผมยังมีอาการเช่นนี้ต่อไป 

หลังจากหยิบเล่มนั้นเล่มนี้ขึ้นมาอ่านผมวนกลับมาที่ชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” อีกครั้งแล้วเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งก็เปลี่ยนดวงตาเซื่องซึมของผมให้มีประกายไม่ต่างจากตอนที่ได้อ่านเรื่องอิงชีวประวัติ (Biographical novel) ที่มีชื่อว่าสิทธา (integrity)” ในเล่มเมืองบ้านผมคนอื่นอาจชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ในชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” เรื่องที่กระแทกใจผมมากที่สุดคือชมรมกล้วยขว้าง (ชะนีอีกัวน่าปลานิลปลาไนตะพาบน้ำและเรา)” 

จำลองยังคงใช้ตัวละครเดิม ๆ ฉากเดิม ๆ เหตุการณ์เดิมๆในการเล่าเรื่องแต่สิ่งที่ทำให้เรื่องสั้นเรื่องนี้ฉายประกายขึ้นมาคือทรรศนะของตัวละคร ‘ผม’ และ ‘อารี’ ที่มีต่อการนำผลไม้มาเลี้ยงบรรดาสัตว์ในสวนสาธารณะ   

เรื่องดำเนินไปตามลำดับเวลาเหมือนเรากำลังเดินไปกับคู่สามีภรรยาฟังบทสนทนาของเขาและเธอซึ่งพูดคุยถึงเรื่องการโยนกล้วยให้สัตว์ต่างทว่าการโยนกลับไม่ได้แม่นเหมือนจับวางกล้วยที่ตั้งใจโยนให้ชะนีกับอีกัวน่าส่วนใหญ่พลาดตกลงไปน้ำส่วนที่ตกบนบกก็มักเสร็จพวกอีกัวน่าที่ว่องไวกว่าชะนี

 อย่างที่บอกเขาใช้ตัวละครชุดเดิมเราจึงรู้มาจากเรื่องก่อนๆแล้วว่า ‘ผม’ กับ ‘อารี’ ไม่ใช่คู่ผัวเมียที่ร่ำรวยอะไรทั้งสองเป็นคนสูงวัยที่มีรายได้ต่อเดือนเพียงเล็กน้อยกล้วยที่ตั้งใจจะนำมาให้ชะนีกับอีกัวน่าแต่กลับต้องจมหายลงไปในน้ำจึงเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง ผ่านไปหลายวันกับความพยายามหาวิธีโยนให้เข้าเป้าผลที่ได้อาจดีขึ้นแต่ก็ยังถึงไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์จุดนี้เองที่จำลองได้พลิกสถานการณ์ในเรื่องด้วยทรรศนะของตัวละคร 

“…กล้วยตกน้ำอย่าคิดว่าสูญเปล่า เรามัวมองแต่เป้าหมายบนบกยึดเอาชะนีกับกรีนอีกัวน่าเท่านั้น เราลืมคิดว่าในสระยังมีสัตว์อื่น ๆ พวกมันก็ชอบกินกล้วยสุกหรือกล้วยเน่าก้นสระ…” (หน้า 135)

เวลาผมโดนข้อความในหนังสือกระทบกระแทกใจผมมักไปต่อไปไม่ผมต้องให้เวลากับหยุดดื่มด่ำคร่ำคิดพินิจนึกให้เต็มอิ่นเสียก่อนพอผมอ่านมาถึงตรงนี้ก็เช่นกันผมหยุดวางหนังสือลงแล้วหลับตาคิด ผมมองเห็นตัวเองในฐานะคนๆหนึ่งที่ชอบคิดอยู่ตลอดว่าสิ่งที่เราทำทำแล้วได้อะไรไม่ต่างจาก ‘ผม’ และ ‘อารี’ ที่คาดหวังว่ากล้วยทุกลูกจะถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ชะนีและอีกัวน่า โดยลืมมองว่ากล้วยที่ผ่านผิวน้ำลงไปที่จริงไม่ได้สูญเปล่าถึงแม้เรามองไม่เห็นแต่กล้วยทุกลูกกำลังทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง

ทุกการกระทำของเราล้วนส่งผลไม่ทางตรงก็ทางอ้อม แต่บางครั้งสายตาของเราก็แคบเกินกว่าที่จะมองเห็นได้ครบถ้วนหลายสิ่ง ที่เราทำเราจึงคิดว่าเปล่าประโยชน์ทั้ง ๆ ที่มันกำลังก่อปฏิกิริยาบางอย่าง เวลาอ่านเจออะไรดีๆสิ่งนั้นจะไม่ได้อยู่แค่ในหนังสืออีกต่อไปแต่มันได้ขยายพันธุ์เข้าไปอยู่ในตัวเราฝังรากและเติบโตครั้งนี้ก็เช่นกัน 

แม้เรื่องราวจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยแต่เรื่องสั้นสิทธา (integrity)” และชมรมกล้วยขว้าง (ชะนีอีกัวน่าปลานิลปลาไนตะพาบน้ำและเรา)” พูดถึงสิ่งเดียวกันนั่นคือคุณค่าของการให้ซึ่งเปลี่ยนโลกของเราให้น่าอยู่ขึ้นจริงอยู่ชะนีอีกัวน่าปลานิลปลาไนและตะพาบน้ำอาจไม่เคยเอ่ยปากขอบคุณแต่ทุกวันที่ผมและอารีได้เข้ามาเดินในสวนสาธารณะได้อยู่กับธรรมชาติซึ่งไม่ได้แปลว่าต้นไม้เพียงอย่างเดียวนั่นคือการตอบแทนที่มากเกินพอแล้ว

ภาพชายหญิงสูงวัยเดินคู่กันไปอย่างมีความสุขเป็นภาพในชีวิตประจำที่สมบูรณ์แบบ แม้ว่ามันจะเป็นภาพซ้ำ ๆ ที่เกิดขึ้นวันแล้ววันเล่า แต่เมื่อไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ลงตัวไปกว่านี้อีกแล้วก็ไม่เห็นจำเป็นต้องร้องหาสิ่งที่ต่างออกไปแต่อย่างใด รำพึงสั้น ๆ ของชายชราในช่วงปลายเรื่องทำให้องค์ประกอบทุกอย่างในเรื่องนี้อยู่ในจุดที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง

“…เราเดินจนเหงื่อไหลเสื้อเปียกเป็นดวง เป็นห้วงยามที่ได้สัมผัสความสุขท้องฟ้าแปรรูปเปลี่ยนสีสันแตกต่างกันทุกวัน เราอยู่กับโลกธรรมชาติและพึงพอใจที่จะชื่นชมความงดงามอย่างนี้ทุกเย็นย่ำ…” (หน้า 137 – 138)

หลายครั้งเราก็บอกไม่ถูกว่าทำไมถึงชอบเรื่องบางเรื่องมากเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะเรารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องกำลังพูดกับเราโดยตรงทุกตัวอักษรเหมือนเขียนมาเพื่อเรา เราไม่ได้ชั่งตวงวัดความดีงามของวรรณกรรมด้วยเครื่องมือใด ๆ นอกไปจากใจของเราซึ่งเป็นเครื่องวัดชั้นเลิศอยู่แล้ว คนอื่นอาจไม่คิดและไม่รู้สึกเหมือนเราแต่ก็ไม่แปลกบางทีเรื่องนั้น ๆ อาจได้ถูกเขียนมาเพื่อเขา 

เรื่องสั้น “ชมรมกล้วยขว้าง (ชะนีอีกัวน่าปลานิลปลาไนตะพาบน้ำและเรา)” นี่เองที่ทำให้ผมบอกตัวเองว่าต้องเขียนถึงรวมเรื่องสั้นชุดชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” ของจำลองฝั่งชลจิตรให้ได้ จากนั้นผมก็ค่อย ๆ หาเวลาอ่านเรื่องอื่น ๆ ไปตามจังหวะชีวิตหอบหิ้วไปบนรถไฟฟ้าขณะที่คนอื่นใช้นิ้วจิ้มเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ ผมพลิกเปิดหน้าหนังสือบางวันอันเหนื่อยล้ารวมเรื่องสั้นชุดนี้นอนนิ่งแนบข้างในเวลาที่สวิตช์ร่างกายผมปิดสนิท 

การอ่านบางครั้งเป็นความสุขบางครั้งเป็นงานและบางครั้งเป็นทั้งสองอย่าง ตามรูปแบบที่ยอมรับกันเวลาที่เขียนถึงงานชุดสิ่งที่ควรทำคือการมองภาพรวมแล้วแยกย่อยให้เห็นรายละเอียดของเรื่องต่างๆในงานชุดนั้นว่าผู้เขียนเขียนถึงอะไรอย่างไรบ้างแต่บอกตรงๆบางครั้งผมก็เบื่อที่ต้องไล่เรียงแบบนั้น 

สิ่งที่ผมจะทำเสมอเวลาที่อ่านเพื่อวิจารณ์คือใช้ดินสอขีดเส้นใต้วงกลมตีกรอบใส่ดาวทำเครื่องหมายต่าง ๆ รวมถึงเขียนความรู้สึกนึกคิดที่ผมได้ในขณะที่อ่าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนเวลาอ่านหนังสือผมจะมีดินสออยู่ใกล้มือเสมอ

เรื่องสั้นเปิดเล่มโลกที่คุณเลือกรับรู้ผมล้อมกรอบตรงประโยคพูดท้ายเรื่อง 

“…บ้านเมืองของเราโลกของเราทุกวันนี้มีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายข่าวชวนหดหู่พบแต่ความทุกข์ความหม่นหมองกับข่าวที่ฟังแล้วปลาบปลื้มยินดีข่าวดีๆเรื่องดีๆฟังแล้วเราร้องไห้น้ำตาไหลเฉยๆพ่อคิดว่าน้องไหมกับพี่ฟางเลือกรับรู้ได้พ่อเองก็เลือกอ่านเลือกรับรู้…” (หน้า 33)

ผมว่านี่คือหัวใจของเรื่องนี้ เรื่องต่อมา “ดอกไม้บิน” ผมสรุปแง่คิดไว้สั้นๆว่า “สมดุล/ธรรมชาติ” ผิดถูกไม่รู้แต่ผมคิดของผมแบบนี้ 

เรื่องวะบิซะบิ (ไม้เจ็ดท่อน)” ผมขีดเส้นใต้ไว้หลายประโยคตลอดเรื่องแต่ประโยคที่ผมเน้นสุดคือย่อหน้าสุดท้าย 

“…วะบิซะบิความสมบูรณ์กับไม่สมบูรณ์เคียงคู่อยู่กันอย่างเป็นธรรมชาติอันปรากฏให้เห็นดังนี้แล (หน้า 58)

เรื่องวะบิซะบิ (แมวตาบอดตัวหนึ่ง)” ผมใส่ดาวตรงท้ายชื่อเรื่องบ่งบอกว่าผมชอบเรื่องนี้มากเป็นพิเศษผมขีดเส้นใต้ตีกรอบไว้หลายจุดในเรื่องและตรงท้ายเรื่องผมเขียนถึงสิ่งที่ได้จากเรื่องนี้สรุปด้วยคำเดียวว่าเมตตา

เรื่องเสียดายเป็นเรื่องสั้นขนาดสั้นผมไม่ขีดเส้นใต้ไม่ล้อมกรอบไม่ใส่ดาวใดผมเขียนไว้ตรงท้ายเรื่องว่าทางเลือกของคนเราจำได้ว่าผมเขียนข้อความนี้อย่างลังเลว่าสิ่งที่ผมจับได้นั้นใช่หรือเปล่า 

เรื่องข่าวคลุมเครือก็เป็นเช่นเดียวกันไม่ขีดเส้นใต้ไม่ล้อมกรอบไม่ใส่ดาวมีแค่เขียนไว้ท้ายเรื่องว่าความอยากรู้ของคนกับความรู้ที่ไร้ประโยชน์” 

เรื่องตัวการันตีผมขีดเส้นใต้ไว้ที่เดียวแต่ท้ายเรื่องเขียนอะไรไว้เยอะหน่อยผมเขียนว่าเหตุการณ์เล็กที่น่าขบคิด, ครุ่นคิดแล้วต่อด้วยภาพรวมบางส่วนที่ผมมองเห็นนั่นก็คือเรื่องสั้นของจำลองไม่ได้ตัดสินถูกผิดแค่บอกเล่าเหตุการณ์ให้ผู้อ่านได้เห็นความจริงในมุมมองต่าง

เรื่องมันต้องมีอะไรสักอย่างผมแค่เขียนแก้ตรงที่วางคำสลับที่กันไม่ได้เขียนสรุปแง่คิดเหมือนเรื่องอื่นแต่เขียนถึงเทคนิคของจำลองว่าการเล่นกับพื้นที่ว่างให้ผู้อ่านคิดเติมเต็มจินตนาการเข้าไป

เรื่องเรื่องละเอียดอ่อนทั้งเรื่องไม่มีรอยดินสอใดมีเพียงท้ายเรื่องที่สรุปในสิ่งที่ผมได้รับว่าการติดในยศ, ตำแหน่ง, สรรเสริญ” 

เรื่องโปรดของผมชมรมกล้วยขว้าง (ชะนีอีกัวน่าปลานิลปลาไนตะพาบน้ำและเรา)” ผมใส่ดาวสามดวงไว้ท้ายชื่อเรื่องในเรื่องมีขีดเส้นใต้และข้อความกำกับอยู่หลายจุดได้แก่วิจารณ์นักอนุรักษ์จอมปลอม” “สิ่งต่างที่เราทำอาจมีประโยชน์มากกว่าที่เราคิดไว้” “ความสุขง่ายปิดท้ายด้วยการแบ่งปัน, การให้  ผลที่ได้, ไม่มีอะไรเสียเปล่า.”

ตรงหน้าว่างถัดจากนั้นผมเขียนสิ่งซึ่งเป็นข้อสังเกตของผม

– เรื่องสั้นของจำลองเป็นเรื่องแต่งที่พยายามแนบชิดเรื่องจริงให้มากที่สุด

– ประสบการณ์มากกว่าจินตนาการ

– แนวเหมือนจริง (Naturalism)

เรื่องหมาแม่พันธุ์ผมขีดเส้นใต้ไว้ตรงข้อความ แม่หมาแก่เลี้ยงเปลืองข้าวเปลืองน้ำหมดประโยชน์ (หน้า145) ส่วนท้ายเรื่องผมสรุปสิ่งที่ผมมองเห็นจากเรื่องว่าการหาประโยชน์จากสัตว์

เรื่องสิทธิผมเขียนข้อความไว้สองประโยคแยกกันอยู่คนละหน้าคือคนช่างวิจารณ์กับการโยนบาปให้คนอื่นและขีดเส้นใต้ประโยคปิดเรื่อง “…แมวหมาก็มีสิทธิมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เหมือนกัน(หน้า156)

เรื่องถั่งเช่าผมขีดเส้นใต้ไว้ประโยคเดียว อาม่าคงอยากให้ลูกสาวคนไกลสบายใจจึงไม่เวียนไม่มึน…” (หน้า 164) นอกจากนี้แล้วผมไม่เขียนอะไรไว้เลย 

เรื่องมีใครเห็นอะไรมั่งผมขีดเส้นใต้ข้อความคม “…นกอาจลืมแร้วแต่แร้วไม่เคยลืมนก…” (หน้า 181) “…เรื่องถูกผิดขึ้นอยู่กับมุมมอง…” (หน้าเดียวกัน) และ “…โลกเดี๋ยวนี้ทุกเรื่องไม่ผิดหมดไม่ถูกหมด…” (หน้าเดียวกัน) ปิดด้วยประเด็นที่ผมได้รับคืออำนาจที่กดทับ

เรื่องนับถอยหลังผมเขียนแค่ท้ายเรื่องว่าเห็นแก่ได้” 

เรื่องคดีจอดรถหน้าบ้านบนดาวอังคารผมขีดตรงคำว่า “…พิพากษาออนไลน์…” (หน้า 193) และไม่ได้เขียนอะไรลงไปในเรื่องเลย

เรื่องชีวิตประจำวันผมเขียนแบบจับภาพรวมไว้ท้ายเรื่องว่าเหตุการณ์ธรรมดาแต่มุมมองต่อเหตุการณ์ต่างหากที่ทำให้เรื่องสั้นชุดนี้มีเหลี่ยมมุมขึ้นมา

และเรื่องสุดท้าย “ชีวิตประจำวันของบางคนไม่ได้ว่างเปล่าและน่าเบื่อเสียทีเดียว”  ผมขีดเส้นใต้ตรงข้อความคำสอน “…โกรธเคืองก็อย่ามือไวตีแล้วฝังใจจำ ไม่ลืมตีครั้งหนึ่งลูกถอยห่างไปหนึ่งก้าวเสมอ…” (หน้า 224) ท้ายเรื่องเป็นข้อความสรุปเรื่องนี้ “การย้อนแย้งของความจริง” และ “เรื่องนี้ปิดชุดได้ดี”

นี่คือทั้งหมดที่ผมทำในขั้นตอนการอ่านจากนั้นจึงขมวดหาประเด็นวิจารณ์สำหรับชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” ผมพลิกไปพลิกมาอีกหลายรอบก่อนที่เขียนไว้ตรงหน้าข้อมูลหนังสือว่า “อนุทินเรื่องสั้น” อนุทินเป็นคำที่คนยุคนี้แทบไม่รู้จักกันแล้วที่จริงมันก็คือไดอารีหรือบันทึกประจำวันนั่นเองย้อนไปในอดีต คนชอบเขียนบันทึกประจำวันกันมากแต่ทุกวันนี้เราเปลี่ยนมาเขียนบนสื่อโซเชียลกันมากกว่า  

แม้โดยแนวทางชีวิตประจำวัน (เรื่องสั้นธรรมดา)” จะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนเรื่องสั้นที่ตามหลังเล่มก่อนๆมาแต่ความโดดเด่นของเล่มนี้อยู่ตรงการบันทึกเรื่องราวในชีวิตประจำวัน ซึ่งดูเหมือนไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ ทว่าเมื่อมองไปที่รายละเอียดเรากลับพบว่าแต่ละวันสิ่งต่าง ๆไม่เคยซ้ำเดิมเลยเป็นเช่นที่จำลองเขียนถึงท้องฟ้า …ท้องฟ้าแปรรูปเปลี่ยนสีสันแตกต่างกันทุกวัน…” (อ้างถึงแล้ว) ชีวิตเราทุกคนก็เป็นเช่นเดียวกัน  

การอ่านเรื่องสั้นของจำลองไม่ต่างจากการมองท้องฟ้า เราต้องนิ่งพอให้เวลาแก่มันมากพอและประสาทสัมผัสของเรา ต้องเปิดอย่างเต็มที่เพื่อรับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ปรากฏหลังจากครุ่นคิดสักระยะผมคิดว่าผมพบประเด็นที่จะเขียนถึงรวมเรื่องสั้นชุดนี้แล้ว 

ต่อจากนี้คือการเขียนและภาวนาว่าสิ่งที่เขียนคงพอมีคุณค่าสำหรับผู้อ่านบ้าง.      

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

พิมพ์ครั้งแรกนิตยสารสีสัน ปีที่ 30 ฉบับที่ 7 : 2562