วายังอมฤต

เขียน : อนุสรณ์ ติปยานนท์
สำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค
ราคาปกอ่อน 220 บาทปกแข็ง 320, 190 หน้า

พลันผ้าขาวที่ขึงขึ้นเป็นจอก็เกิดมีชีวิต ทันทีที่ตัวหนังถูกชักเชิด แสงจ้าวาดเงาตัวละครหลากหลายลงบนผืนผ้า เรื่องราวเล่าขานผ่านภาษามลายู ในไม่ช้าผู้คนที่เฝ้าชมก็พากันหลุดหายเข้าไปในเรื่องราว…

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

วายัง กูลิต เป็นศิลปะการแสดงของชาวมลายู ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินโดนีเซีย รูปแบบใกล้เคียงหนังตะลุงของไทย เดิมนิยมเล่นเรื่องที่มาจากวรรณคดีพื้นบ้านชวา กับมหา-กาพย์ เรื่องสำคัญของอินเดียคือ รามายณะ กับ มหาภารตะ แต่ปัจจุบัน เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ จึงได้ปรับเปลี่ยนให้มีเรื่องราวใหม่ ๆ เข้ามา หนึ่งในเรื่องที่นายหนังนำมาเล่าผ่านศิลปะการแสดงโบราณคือ สตาร์วอร์ส

วายัง กูลิต นี่เองเป็นที่มาของ “วายังอมฤต” นวนิยายเรื่องล่าสุดของอนุสรณ์ ติปยานนท์ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากการไปเยือนเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2558 นอกจากจะได้ชมภูเขาไฟซึ่งเป็นจุดเด่นของเมืองบันดุงแล้ว เขายังมีโอกาสได้ไปร้านอาหารซึ่งเดิมเป็นที่ประทับของเจ้าฟ้านิภานภดลกรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ร้านอาหารแห่งนี้อยู่ติดกับโรงเรียนอนุบาลซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นตำหนักที่ประทับของเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์กรมพระนครสวรรค์วรพินิจและจากจุดนี้ อนุสรณ์ได้ปะติดปะต่อเรื่องราวของเจ้านายพระองค์สำคัญซึ่งต้องพลัดบ้านจากเมืองหลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน 2475 เข้ากับขบวนการต่อสู้ของกองกำลังใต้ดินอินโดนีเซียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

ย้อนกลับไปก่อนช่วงเวลานั้นอินโดนีเซียตกเป็นเมืองขึ้นของเนเธอร์แลนด์เป็นเวลายาวนานถึงประมาณ 301 ปีจนกระทั่งปีพ.ศ.2485 ญี่ปุ่นบุกอินโดนีเซียและขับไล่เนเธอร์แลนด์ออกไปได้สำเร็จทว่าชาวอินโดนีเซียก็ยังหาได้เป็นเอกราชไม่แม้ผู้นำในเวลานั้นจะจับมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นแต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รวมกลุ่มต่อต้านญี่ปุ่นจนถึงจัดตั้งกองกำลังใต้ดินต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่น

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในช่วงนี้เป็นฐานรากของเรื่องราว ซึ่งอนุสรณ์แต่งเติมจินตนาการเข้าไปโดยเปรียบเทียบชีวิตคนเราไม่ต่างจากวายัง กูลิต ตัวตนที่แท้จริงอยู่เบื้องหลังผืนผ้า สิ่งที่ปรากฏคือบทบาทที่ฉายผ่านจอผ้าออกมา เบื้องหน้าและเบื้องหลัง ความจริงกับสิ่งที่ปรากฏ ตัวตนที่แท้จริงกับบทบาทที่แสดง อาจแตกต่างกันอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดเกิดจากการชักเชิดโดยมือที่มองไม่เห็น มือข้างหนึ่งคือเหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลง และอีกข้างคือสิ่งที่เราเรียกกันว่า ชะตากรรม             

นักเขียนแห่งอุษาคเนย์ 

ใครที่ติดตามผลงานของ อนุสรณ์ มาอย่างต่อเนื่อง คงรู้ว่าเขาเป็นนักเขียนที่ให้ความสนใจเรื่องราวของผู้คนในอุษาคเนย์เป็นอย่างยิ่ง เรื่องสั้นหลายต่อหลายเรื่องในชุด “นิมิตต์วิกาล” “อาคเนย์คะนึง” และ “ตะวันออกศอกกลับ” รวมถึงสารคดี “คนหลังฉาก” บอกเล่าเรื่องของผู้คนในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ สิ่งที่ได้นอกเหนือจากความแปลกใหม่แล้ว เรายังได้เห็นถึงความเชื่อมโยงของผู้คนต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างศาสนา ต่างประเพณีวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวร้อยกันไว้ด้วยบางสิ่ง หนึ่งในนั้นคือความเป็นมนุษย์ ซึ่งไม่ว่าใครที่ไหนก็ล้วนมีอารมณ์ความรู้สึก มีรักมีแค้น มีทุกข์มีสุข มีดีมีเลว มีผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ ไม่แตกต่างกันสำหรับ “วายังอมฤต” นี่เป็นความพยายามอีกขั้นหนึ่งที่จะเชื่อมโยงตัวละครซึ่งเป็นผู้คนชาติต่างๆไว้ด้วยกันอย่างสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนบนพื้นที่ประวัติศาสตร์ซึ่งคนเหล่านั้นใช้ร่วมกันในช่วงเวลาที่ทั้งโลกกำลังลุกโชนด้วยไฟสงคราม

จุดเริ่มของเรื่องราวมาจากเจ้านายสยาม ซึ่งต้องเสด็จไปประทับยังเมืองบันดุงบนเกาะชวาประเทศอินโดนีเซีย หลังความเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินในปี 2475 พระองค์ทรงพระนิพนธ์บันทึกพระประวัติส่วนพระองค์ไว้ และทรงมีพระประสงค์ที่จะเผยแพร่เป็นภาษาต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ไฮน์ริชเบิลจึงได้รับการติดต่อให้เป็นผู้แปลเอกสารสำคัญนี้ ไม่นานหลังจากตกลงรับงานเขาก็เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมายังอินโดนีเซีย 

ที่อินโดนีเซียนอกจากไฮน์ริชเบิลจะได้เข้าเฝ้าเจ้านาย ซึ่งตลอดทั้งเรื่องไม่มีการเอ่ยพระนามมีแต่เพียงเรียกคำนำหน้าว่า “กรมพระฯ” แล้วเขายังได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับกลุ่มต่อต้านญี่ปุ่นโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้ก่อน เอาเข้าจริงไฮน์ริชเบิลเป็นเพียงคนนอก ซึ่งเผอิญเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางระหว่างปลายกระบอกปืนของคู่ขัดแย้ง กองทัพญี่ปุ่นกับกลุ่มต่อต้านชาวอินโดนีเซีย นี่เป็นสถานการณ์ที่เขาต้องเลือกว่าจะข้ามฝากไปยืนอยู่ฝั่งไหน  

สำหรับนักอ่านสายแข็งชื่อไฮน์ริชเบิล คงไม่ใช่ชื่อที่ใหม่แปลกหูแต่อย่างใด ไฮน์ริชเบิลเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลชาวเยอรมันซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปีพ.ศ. 2450 ถึง 2528 เขาเติบโตขึ้นมาในร้านหนังสือเป็นหนอนหนังสือตัวยง มาตั้งแต่เด็กจึงไม่แปลกที่ต่อมาเขาจะกลายเป็นนักเขียนซึ่งมีผลงานมากมาย ทั้งนวนิยายเรื่องสั้นและบทละครวิทยุในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไฮน์ริชเบิลถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเช่นเดียวกับคนหนุ่มทั้งหลาย สงครามไม่ได้ประดับเกียรติใด ๆ ให้แก่เขา แต่มันทำให้เขาลึกซึ้งถึงกระดูกเกี่ยวกับปีศาจร้ายผู้มีนามว่าสงคราม 

อนุสรณ์นำชื่อไฮน์ริชเบิลมาใช้อย่างไม่ปิดบังที่มาแต่แน่นอนไฮน์ริชเบิลของเขาไม่ใช่ไฮน์ริชเบิลคนเดียวกับที่นักอ่านทั่วโลกรู้จักเขานำชื่อและบุคลิกพื้นฐานของไฮน์ริชเบิลมาบิดใหม่จนเพี้ยนไปจากเดิมอย่างจงใจไฮน์ริชเบิลใน “วายังอมฤต” เป็นสายลับฝรั่งเศสผู้มีนามจริงว่าฟรังซัวร์อูแบง เขาสวมรอยเป็นไฮน์ริชเบิล ในภารกิจเปิดโปงนายทหารนาซีผู้ทรยศต่อชาติ ด้วยการลักลอบค้าอาวุธสงคราม นับจากเหตการณ์นี้เขาต้องติดอยู่กับการเป็นไฮน์- ริชเบิลตลอดมา

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน “วายังอมฤต” ผมต้องขอประทานโทษเป็นอย่างยิ่งเพราะความเป็นมาของตัวละครนี้คือสิ่งที่อนุสรณ์ปกปิดผู้อ่านอยู่นาน กว่าจะยอมเปิดเผยเช่นเดียวกับตัวละครอื่นซึ่งตัวตนที่แท้จริงค่อย ๆ เปิดออกมาตามลำดับ แทบทุกตัวละครต่างเป็นเช่นตัวหนังซึ่งซ่อนตัวเองอยู่หลังผืนผ้า สิ่งที่ผู้คนรับรู้เกี่ยวกับพวกเขาคือบทบาทที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อจุดหมายทางการต่อสู้ทั้งสิ้น

แม้โครงเรื่องหลักจะเป็นการจับพลัดจับผลูของตัวละคร ไฮน์ริชเบิลจนหลาย ๆ เหตุการณ์ดูบังเอิญพอเหมาะพอเจาะไปสักหน่อย แต่ประเด็นสำคัญที่ว่าด้วยตัวตนที่แท้จริงกับบทบาทที่แสดงออกมาก็เป็นสิ่งที่อนุสรณ์เอาอยู่ไม่น้อย ตั้งแต่ตัวไฮน์ริชเบิลเองจนถึงหัวหน้ากลุ่มต่อต้าน ผู้มีนามว่าอดิรัตฮาฟิชซึ่งซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังและแปลงตัวเองเป็นบุหรงและบุหลัน แฝดสาวผู้ใช้เสน่ห์ดึงดูดไฮน์ริชเบิลให้ยอมทำงานให้อย่างลับๆ หรือแม้ในกองทัพญี่ปุ่นพันตรีโทรุซากาโมโต้ก็เป็นตัวละครที่มีความซับซ้อน ด้วยเรื่องเล่าและเรื่องจริงเกี่ยวกับตัวเขาซึ่งต่างกันอย่างมหาศาลเรื่องเล่าทำให้เขากลายเป็นอสูรร้ายกระหายเลือด ขณะที่เรื่องจริงกลับทำให้เขาเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากศัตรูซึ่งเขาต้องจัดการด้วยความเด็ดขาดดุดัน

อนุสรณ์สร้างตัวละครทุกตัวได้อย่างมีมิติด้วยรายละเอียดที่เขาให้กับตัวละคร นี่เป็นจุดเด่นซึ่งเห็นได้เสมอในผลงานของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องร่วมสมัยหรือเรื่องอิงประวัติศาสตร์รายละเอียดส่วนหนึ่งมาจากจินตนาการของเขา แต่รายละเอียดกว่าครึ่งมาจากการค้นคว้าอย่างจริงจังจนทำให้สิ่งต่าง ๆ ในเรื่องมีน้ำหนักน่าเชื่อถือและเต็มไปด้วยความสมจริง 

หากย้อนไปมองตลอดเส้นทางการเป็นนักเขียนของอนุสรณ์ การทำงานควบคู่กันมาอย่างต่อเนื่องทั้งบันเทิงคดี (Fiction) และสารคดี (Non – Fiction) ได้สะสมการเป็นนักค้นคว้าให้แก่เขาชนิดเต็มร้อย “วายังอมฤต” คือผลพวงหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงการทำงานที่มีพื้นฐานมาจากการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจัง ด้วยความสนใจใคร่รู้ต่อเรื่องราวของผู้คนบนแผ่นดินอุษาคเนย์

การซ้อนทับของเรื่องจริงและเรื่องแต่ง แม้ว่าผลงานของ อนุสรณ์ หลายเรื่องจะมีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์จริง เขาก็พาเราข้ามเส้นไปสู่เรื่องราวที่เต็มไปด้วยจินตนาการ จนเราไม่อาจจับแยกออกได้ ว่าตรงไหนเป็นเรื่องจริง ตรงไหนเป็นจินตนาการ ดูเหมือนเขาสนุกอยู่ไม่น้อยในการนำเรื่องจริงมาบิดให้เป็นอื่น เห็นได้ชัดจากการนำนักเขียนชื่อก้องโลกอย่าง ไฮน์ริช – เบิลมาบิด ให้เป็นสายลับในช่วงสงคราม แล้วก็ไม่ใช่สายลับระดับหางแถวแต่เป็นสายลับที่อาจพลิกหน้าประวัติศาสตร์ได้เลย หากภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายจากขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นประสบผลสำเร็จ

เรื่องราวของกลุ่มผู้นำในขบวนการใต้ดิน ก็ถูกบิดให้มีความลึกลับชวนสนเท่ห์ โดยเฉพาะตัวละครอย่าง บุหรงและบุหลันซึ่งปรากฏตัวแบบต่างกรรมต่างวาระก่อนที่จะเฉลยในท้ายที่สุดว่าทั้งคู่คือคนๆเดียวกันและเป็นคนเดียวกับอดิรัตฮาฟิชลูกสาวมหาเศรษฐีผู้อุทิศตนและทรัพย์สมบัติเพื่อการต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นด้วย 

ความซับซ้อนยังรวมไปถึงเรื่องเล่าที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมาถึงความเป็นมาของบุหรงและบุหลัน รวมถึง ศรี อรพินโท ผู้นำขบวนการและชายคนรักของ บุหลัน ทั้งสามเติบโตมาในบ้านเดียวกัน ก่อนที่ บุหรงและบุหลันจะแยกจากกันบุหรงกลายเป็นหญิงงามเมืองชั้นสูงขณะที่บุหลันเข้าร่วมกับศรี อรพินโท ทั้งในชีวิตรักและการทำงาน 

เหตุการณ์พลิกไปพลิกมาหลายตลบ เรื่องจริงกับเรื่องเล่าคละเคล้าไปมาอย่างน่าฉงนไม่แต่ในตัวเรื่องเท่านั้น ในการสร้างสรรค์ของอนุสรณ์เขาก็ทำให้เราอดระแวงไม่ได้ ว่าเราจะเชื่ออะไรเขาได้บ้าง อะไรที่เขาจงใจหลอกให้เราหลงเชื่อ โดยให้ตัวละครเป็นคนบอกว่านั่นคือเรื่องจริง 

อย่างที่บอก “วายังอมฤต” มีพื้นฐานมาจากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์แต่ด้วยศิลปะการเล่าเรื่องของอนุสรณ์ทำให้หลายเหตุการณ์ดูเป็นเหมือนภาพจริงกึ่งฝันเช่นสถานที่ที่เรียกกันว่ารสาดาราห์ซึ่งไฮน์ริชเบิลได้พบกับ บุหรงแล้วหลังจากค่ำคืนนั้นเขาก็หลงในเสน่ห์แห่งเนื้อนางเข้าแบบเต็มๆทว่าในวันรุ่งขึ้นบุหรงกลับหายตัวไปอย่างปริศนาเช่นเดียวกับนารีสถานอย่างรสาดาราห์ซึ่งไม่อาจหาใครยืนยันถึงการมีอยู่ของมันได้

สถานที่ที่ขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นเรียกว่า ‘วายังอมฤต’ ก็มีลักษณะเดียวกันโดยรูปธรรมมันเป็นถ้ำ อันเป็นที่ซ่องสุมของกลุ่มต่อต้าน แต่ที่มากกว่านั้นมันเป็นเสมือนผืนผ้าที่ถูกขึงสำหรับการชักเชิดตัวละครให้เล่นบทบาทต่าง ๆ ตามบัญชาของผู้อยู่เบื้องหลัง ไฮน์ริชเบิลเองก็ถูกนำตัวมายังวายังอมฤต ในฐานะตัวละครตัวหนึ่งเขาอาจเคยคิดว่าเขาเป็นอิสรชนที่ทำสิ่ง ต่าง ๆ ด้วยการตัดสินใจของตัวเองแต่ในที่สุดเขาก็ได้พบความจริงว่าเขาก้าวเข้าสู่สถานการณ์ความขัดแย้งโดยการวางแผนของอดิรัตฮาฟิชแลศรี อรพินโท ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการเป็นคนฝรั่งเศสของเขา หาใช่จากการตัดสินใจของตัวเองอย่างสมบูรณ์

เรื่องราวที่ซ้อนทับกันไปมาระหว่างเรื่องจริงและเรื่องเล่า คือส่วนสำคัญที่ทำให้นวนิยายเรื่องนี้มีเสน่ห์น่าค้นหาไม่ต่างจากตัวละครที่เต็มไปด้วยปริศนาอย่างบุหรงและบุหลัน ซึ่งทั้งตัวละครไฮน์ริชเบิลและผู้อ่านต่างปรารถนาที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วเธอเป็นใครกันแน่จริง ๆ แล้วเรื่องราวที่แท้จริงเป็นอย่างไร

หรือทั้งหมดเป็นเพียงบทบาทที่แสดง ?

มองโดยภาพรวม “วายังอมฤต” คือเรื่องราวของผู้คนที่ต้องซ่อนเร้นตัวเองด้วยภารกิจในช่วงสงครามทว่าอีกส่วนหนึ่งของเรื่องกลับไม่เป็นเช่นนั้นตัวละคร “กรมพระฯ” ไม่ได้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังเหมือนตัวละครอื่นอนุสรณ์เขียนถึงตัวละครนี้อย่างตรงไปตรงมาแทบจะไม่ต่างจากเรื่องแนวสารคดีและอย่างที่เราทราบ “กรมพระฯ” เป็นตัวละครที่มาจากบุคคลจริงและถูกเล่าถึงในแบบที่เป็นจริงๆไม่เหมือนกับไฮน์ริชเบิลซึ่งเป็นเพียงสำเนาอันผิดเพี้ยนของไฮน์ ริชเบิลนักเขียนรางวัลโนเบล

พิจารณาในเชิงศิลปะการเล่าเรื่อง “กรมพระฯ” คือตัวละครที่ไม่เข้าพวก เพราะออกจะจริงมากไปหน่อย และแทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลักของเรื่อง แต่หากเพ่งมองไปที่แก่นความคิด พระประวัติของพระองค์กลับสอดคล้องกับสิ่งที่นวนิยายเรื่องนี้นำเสนอ นั่นก็คือ เรื่องของตัวตนที่แท้จริงกับบทบาทที่แสดง 

เหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงในปี 2475 คือคลื่นยักษ์ที่ซัดเข้าใส่ตัวตนชนชั้นสูงชาวสยาม นอกจากจะทำให้ได้รู้เช่นเห็นชาติผู้คนที่เคยหมอบกราบตัวเองแล้ว ยังได้เห็นถึงความไม่จริงของยศถาบรรดาศักดิ์ ซึ่งล้วนเป็นบทบาทที่ถูกกำหนดขึ้นจากชาติกำเนิด เมื่อคลื่นความเปลี่ยนแปลงมาถึง บทบาทเหล่านั้นก็จบสิ้นลง แม้ประเด็นนี้จะได้พูดถึงโดยตรง แต่ก็ได้บอกเล่าผ่านคำรับสั่งของ “กรมพระฯ” ในฉากที่ไฮน์ริชเบิลเข้าเฝ้าและกล่าวเป็นภาษาเยอรมันว่า “ทูลกระหม่อมฯข้าพเจ้าไฮน์ริชเบิลขอรายงานตัว” (หน้า 25) พระองค์ทรงตอบกลับมาว่า “ทิ้งพิธีการเหล่านั้นเสียเถิดแฮร์ไฮน์ริชเบิลและอย่าเรียกเราว่าทูลกระหม่อมฯอีกเลยหลังปี 1932 เราไม่มีสิทธิในชาติกำเนิดนั้นแล้ว” (หน้าเดียวกัน)     

คำถามก็คือระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับบทบาทที่แสดงสุดท้ายแล้วอะไรคือของจริงกันแน่ ? ที่จริงเราอาจเป็นเรา เพราะบทบาทที่เราแสดงเช่นที่ฟรังซัวร์อูแบงเกิดใหม่เป็นไฮน์ริชเบิล จากบทบาทที่เขาแสดงแล้วจากนั้นทุกคนก็รู้จักเขาในฐานะไฮน์ริชเบิล 

บุหรงและบุหลันก็ไม่ต่างกัน แม้ในที่สุดความจริงจะเฉลยว่าพวกเธอคืออดิรัตฮาฟิช แต่ในความทรงจำของไฮน์ริชเบิล บทบาทบุหรงและบุหลันยังคงฝังแน่นอยู่ในใจเขามากกว่าอดิรัตฮาฟิช หรือพูดง่าย ๆ ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร บุหรงและบุหลันก็ไม่เคยเลือนหายไปและพวกเธอยังคงเป็นจริงสำหรับไฮน์ริชเบิลเสมอ ผู้คนในโลกแห่งความเป็นจริงอย่าง “กรมพระฯ” และบรรดาชนชั้นสูงชาวสยามก็อยู่บนพื้นฐานอันเดียวกัน จากที่เคยเล่นบทบาทเจ้านาย เมื่อบทบาทเปลี่ยนไปเราจะสรุปได้ไหมว่าอะไรคือความจริง หรือทั้งหมดเป็นเพียงการแสดง ?

ทั้งหมดในชีวิตเราล้วนเป็นเรื่องสมมุติ มีความจริงและการแสดง แต่ความจริงก็อาจไม่ดำรงอยู่ตลอดไป และการแสดงก็อาจกลายสภาพเป็นความจริงได้เช่นกัน เช่นเดียวกับเรื่องเล่าที่อาจกลายเป็นเรื่องจริง “วายัง อมฤต” คือหนึ่งวรรณกรรมร่วมสมัยที่ทำให้เราต้องตั้งคำถามกับความจริง อะไรคือความจริง ? ที่เราคิดว่าจริงมันจริงจริง ๆ หรือไม่ ? หรือว่าไม่เคยมีความจริงอยู่จริงกันแน่ ? 

ตอนจบของเรื่องที่ ไฮน์ริชเบิล เผาเอกสารทั้งหมดรวมทั้งพระนิพนธ์ของ “กรมพระฯ” ยิ่งสะท้อนถึงความไร้แก่นสารของความจริง ถึงที่สุดแล้วมันอาจไม่มีความหมายใด ๆ หรือถึงที่สุดแล้ว เราอาจไม่มีวันได้รู้ ว่าอะไรคือความจริง. 

  

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

พิมพ์ครั้งแรกนิตยสารสีสัน ปีที่ 30 ฉบับที่ 6 : 2562