นักสืบอาคม

เขียน : จเด็จ กำจรเดช

สำนักพิมพ์ผจญภัยราคาปกอ่อน 270 บาทปกแข็ง 370, 280 หน้า

แม้บนแผ่นปก “นักสืบอาคม” นวนิยายเรื่องล่าสุดของ จเด็จ กำจรเดช ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น ‘วรรณกรรมเยาวชน’ แต่ในสายตาของผมกลับฉายแววสงสัยออกมา 

นักสืบอาคมกับการเป็นวรรณกรรมเยาวชน

เวลาหยิบจับอะไรขึ้นมาอ่าน คำถามแรก ๆ ก็ส่วนใหญ่ถามน่าจะเป็น ‘นี่เรากำลังอ่านอะไรอยู่ ?’ เพื่อให้ง่ายต่อคนอ่านทั้งหลาย นักเขียน บรรณาธิการ หรือใครสักคนในสำนักพิมพ์ จึงช่วยขีดเส้นตีกรอบให้เราว่า นี่เป็นนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี สารคดี บทความ ความเรียง หรืออื่น ๆ แต่บ่อยครั้งเมื่อพลิกอ่าน ต่อมสงสัยของผมกลับโพล่งถามขึ้นมาในใจว่า ที่เขาบอกนั้นใช่หรือไม่ ? ในกรณีของ “นักสืบอาคม” ก็เช่นกัน

งานเขียนแต่ละประเภทก็เหมือนพืชพรรณแต่ละชนิด สำหรับวรรณกรรมเยาวชน เป็นเหมือนผลิตภัณฑ์ที่มีป้ายฉลากปิดไว้เด่นหลาว่า เหมาะสำหรับเยาวชน ไม่แค่นั้นมันยังเป็นเสมือนเครื่องหมายรับรองว่า เรื่องนี้สะอาดปลอดภัยสำหรับเยาวชน 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปี 2525 ให้นิยามของคำว่า เยาวชน ไว้ชัดเจนว่า “เยาวชน หมายถึงบุคคลที่มีอายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง18 ปีบริบูรณ์ และไม่ใช่ผู้บรรลุนิติภาวะ” คงเพราะเหตุนี้ วรรณกรรมเยาวชนส่วนใหญ่จึงมีท่าทีเป็นคุณครู ผู้ปกครอง หรือเพื่อนผู้แสนดี ที่นำพาแต่สิ่งดี ๆ มาให้มอบแก่ผู้อ่าน อะไรไม่ดีก็กลั่นกรองเก็บไว้ หรือเล่นแร่แปรธาตุไม่ให้เป็นพิษเป็นภัยแก่ผู้อ่านระดับเยาวชน     

ในทางหนังละคร เวลาจัดเรตแบ่งว่าหนังละครเรื่องไหนเหมาะกับผู้ชมกลุ่มใด ปัจจัยที่มักนึกถึงกันคือ เซ็กส์ ความรุนแรง ความหยาบคาย ภาพที่อุจาดตา และการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องที่อาจส่งผลกระทบรุนแรง ยิ่งนำเสนอเรื่องเพศ พฤติกรรมทางเพศ เรือนร่าง อวัยวะเพศ ชนิดอล่างฉ่างเต็มตามากเท่าไร ก็ยิ่งไม่เหมาะแก่เยาวชนเท่านั้น เช่นเดียวกับภาพความรุนแรง การทำร้ายร่างกาย การต่อสู้ทุกรูปแบบ การฆ่าฟันกัน ความเจ็บปวดทรมาน เลือด บาดแผล อาการป่วยไข้อันน่าตกใจ รวมไปถึงการไม่เคารพต่อผู้ที่อาวุโสกว่า การใช้ถ้อยคำหยาบคาย ก้าวร้าว คำด่า สรรพนามกูมึง และที่สำคัญคือการแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่ล่อแหลมบอบบาง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาและความเชื่อ การเมืองการปกครอง ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม บุคคลและสถานที่สำคัญ เชื้อชาติ สีผิว หรือเพศวิถี 

ในแนวทางเดียวกัน วรรณกรรมเยาวชนก็ใช้หลักเกณฑ์คล้าย ๆ กันในการจัดกลุ่มว่า หนังสือเล่มไหนเรื่องไหนเป็นวรรณกรรมเยาวชนหรือไม่ เมื่อดูจากข้อห้ามต่าง ๆ แล้ว “นักสืบอาคม” ดูจะล้ำเส้นไปอยู่ไม่น้อย ด้วยละครที่เต็มไปด้วยความดำมืด แม้แต่ตัวละครหลักที่สำคัญที่สุดคือ อาคม ก็ใช่จะเป็นเด็กตามแบบ ‘พิมพ์นิยม’ ของวรรณกรรมเยาวชน ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไร ต้องมีคุณสมบัติของความใฝ่ดี จิตใจดี คิดดี และพยายามทำดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ ส่วนตัวละครแวดล้อมก็ต้องเป็นผู้ให้หลักคิด ด้วยคำพูดและการกระทำอันเป็นแบบอย่างดีงาม แต่ตัวละครใน “นักสืบอาคม” กลับไม่มีใครเป็นแบบนั้นเลย 

อาคม เป็นเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไม่ได้ฉลาดเป็นกรดแบบอัจฉริยะตัวน้อย หรือมีความสามารถพิเศษใด ๆ เหมือนบรรดานักสืบรุ่นเยาว์ทั้งหลาย เขาอยากเป็นนักสืบเพราะคำเดียวสั้น ๆ คือชอบ ประจวบกับแรงหนุนจากพ่อและเพื่อนซี้ของพ่อ ซึ่งสมคบคิดกันเล่น ๆ ขณะกำลังกรึ่มเพราะฤทธิ์สุรา ว่าอยากเปิดสำนักงานนักสืบเพื่อความสนุกตื่นเต้น นี่เองที่นำพาอาคมเข้าสู่เรื่องราวซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดเอาไว้

แล้วก็อย่างที่บอก “นักสืบอาคม” เต็มไปด้วยเนื้อหาที่ ‘ไม่เหมาะกับเยาวชน’ ตามแบบที่ยึดถือเป็นหลักประจำใจกันมายาวนาน ทั้งคำหยาบที่แทรกเข้ามา ประเด็นทางเพศ และที่สำคัญ โครงเรื่องหลักที่ว่าด้วยการฆ่าอำพรางศพ รวมไปถึงทรรศนะที่มีต่อการค้ามนุษย์และผู้อพยพ ถึงแม้การใส่อารมณ์ขันเข้าไปจะเจือจางความรุนแรงลงไปได้บ้าง แต่ถ้าเราใช้มาตรฐานเดิมชั่งตวงวัดความเป็น ‘วรรณกรรมเยาวชน’ แล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า “แบบนี้ก็ได้เหรอ ?”

นอกจากระบุไว้บนหน้าปกว่า ‘วรรณกรรมเยาวชน’ แล้ว ชื่อเรื่อง “นักสืบอาคม” ยังเป็นการบอกกันแบบโต้ง ๆ ว่านี่คือนวนิยายแนวนักสืบ แต่ก็อีกนั่นแหละ หลังจากอ่านจนครบถ้วน สายตาของผมกลับฉายแววสงสัยออกมาอีกครั้ง 

นักสืบอาคมกับการเป็นวรรณกรรมสืบสวน  

  ในหน้า “คำนำนักเขียน” จเด็จ กำจรเดช เอ่ยถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่เขาเคยอ่านสมัยเด็ก นั่นก็คือ “เอมิลยอดนักสืบ” สารภาพตามตรง สมัยเด็ก ๆ ผมไม่ชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนมากนัก ออกจะเบื่อหน่ายเรื่องแบบเด็ก ๆ ทั้งหลายเสียด้วยซ้ำ “เอมิลยอดนักสืบ” เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมเคยผ่านตา แต่จำอะไรไม่ได้เลย แล้วก็ไม่เคยนึกถึงด้วย จนมาเห็นชื่ออีกทีในคำนำของ จเด็จ กำจรเดช นี่แหละ เพราะไม่มีความทรงจำใด ๆ ติดอยู่ในหัว ผมจึงต้องพึ่งพาบริการของมิสเตอร์กูเกิ้ล เขาว่าไว้แบบนี้ “เอมิล ยอดนักสืบ (เยอรมัน : Emil und die Detektive; อังกฤษ : Emil and the Detectives เป็นผลงานวรรณกรรมเยาวชนที่มีชื่อเสียงโด่งดังของนักเขียนเยอรมัน “เอริช เคสท์เนอร์” เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เอมิล ทิชบายน์” ที่ต้องเดินทางจากเมืองนอยชตัดท์ไปยังกรุงเบอร์ลินเพื่อเยี่ยมคุณยาย ขณะเอมิลอยู่บนรถไฟได้เผลอหลับ และเมื่อตื่นขึ้นมาซองเงินในกระเป๋าของเขาหายไป เขามั่นใจว่าชายคนหนึ่งที่นั่งอยู่รถไฟตู้เดียวกับเขาคือ “ขโมย” ปฏิบัติการไล่ล่าหัวขโมยจึงเกิดขึ้น”

ดูจากเรื่องย่อ “เอมิลยอดนักสืบ” เป็นเรื่องแนวนักสืบตามแบบฉบับ ด้วยโครงสร้างแบบที่เราเห็นกันมานับไม่ถ้วน เริ่มจากเกิดคดี ติดตามคดี พิสูจน์คดี และคลี่คลายคดี เรื่องแนวนักสืบแทบจะร้อยทั้งร้อยเป็นแบบนี้ทั้งสิ้น สิ่งที่สร้างความพิเศษให้แก่ตัวละครนักสืบแต่ละคน อยู่ที่บุคลิกเฉพาะตัวและวิธีสืบหาความจริง ว่าปริศนาที่อยู่ในเรื่อง แท้จริงเป็นอย่างไรกันแน่ ? ใครคือผู้ก่อเหตุที่สร้างปมปริศนานี้ขึ้นมา และอะไรเป็นแรงผลักให้เขาทำแบบนั้น

แต่ถึงแม้จะมี “เอมิลยอดนักสืบ” เป็นประสบการณ์ที่ติดตรึงใจมายาวนาน “นักสืบอาคม” ก็ต่างจาก “เอมิลยอดนักสืบ” อยู่หลายขุม หรือจะว่ากันให้ตรงเป๊ะกว่านั้น ก็ต้องบอกว่า แตกต่างจากเรื่องแนวนักสืบทั้งหลายทั้งปวงที่เราเคยอ่านกันมา ด้วยโครงสร้างเรื่องที่ไม่ได้เรียงตามลำดับ ตั้งแต่เกิดคดี ติดตามคดี พิสูจน์คดี และคลี่คลายคดี ตามโครงสร้างอันเป็น ‘ท่ามาตรฐาน’ ของเรื่องแนวนี้  

เรื่องราวต่าง ๆ ดำเนินไปแบบบังเอิญ บังเอิญ อาคม ประสบอุบัติเหตุขาหัก จึงเดินทางมายังวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รวมของคนแปลก ๆ ทั้งพระและฆราวาส คนแก่และเด็กอายุไล่เลี่ยกันกับเขา ความแปลกของคนพวกนี้ รวมไปถึงสถานที่ซึ่งดูน่ากลัวด้วยรูปปั้นพิลึก ๆ ดูรกตามากกว่าสวยงาม ทำให้ อาคม ตั้งสมมุติฐานไปว่า ที่นี่ต้องมีคดีอะไรแน่ ๆ 

จากนั้นเขาจึงเริ่มสืบ ไล่เรียงไปตามลำดับผู้ต้องสงสัย เพื่อหาว่าคนพวกนี้ทำผิดอะไรไว้ หนึ่งในคดีที่เขานึกถึงความเป็นไปได้ คือการซ่อนศพ ‘ผู้อพยพต่างด้าว’ ไว้ในรูปปั้นที่กระจัดกระจายอยู่ทั่ววัด ทว่าหลังพยายามพิสูจน์ด้วยการทุบทำลายหุ่นบางตัว เขากลับไม่พบเศษซากกระดูก เส้นผม หรืออะไรก็ตามที่ยืนยันว่า มีคนตายอยู่ในนั้น    

ทั้งหมดดูเหมือนว่า อาคม คิดฟุ้งซ่านไปเอง ไม่มีมูลความจริงใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่รู้แม้กระทั่งว่าตัวเองกำลังสืบคดีอะไรอยู่ จนเรื่องดำเนินไปถึงตอนจบ คดีที่เขามองหามาตั้งแต่ต้นจึงปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งแรก

โครงสร้างที่สลับจากเรื่องแนวนักสืบโดยทั่วไป อีกทั้งการไร้ความสามารถของ อาคม ทำให้ “นักสืบอาคม” เป็นเรื่องแนว ‘นักอยากสืบ’ มากกว่า ‘นักสืบ’ ตามนิยามของเรื่องแนวนี้  น่าแปลก ที่ถึงแม้ “นักสืบอาคม” จะเป็นงานเขียนที่ไม่อยู่ในร่องในรอย ทั้งความเป็นวรรณกรรมเยาวชนและเรื่องแนวนักสืบ แต่ผมกลับมองเห็นความพยายามที่จะเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ดี และเรื่องแนวนักสืบที่ดี ในนวนิยายเรื่องนี้ หลังจากตั้งคำถามว่า “แบบนี้ก็ได้เหรอ ?” ผมก็จึงถามต่อไปว่า “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ?”        

นักสืบอาคมกับการเป็นวรรณกรรมเยาวชน (2)  

คุณสมบัติสำคัญของวรรณกรรมเยาวชน นอกเหนือจากความสะอาดสะอ้าน ไร้สิ่งปนเปื้อนใด ๆ แล้ว วรรณกรรมเยาวชนยังให้ประสบการณ์ทางอ้อมแก่ผู้อ่าน ซึ่งกำลังก้าวข้ามการเป็นเด็กสู่การเป็นผู้ใหญ่ ถ้าอย่างนั้น วรรณกรรมแบบไหนที่จะพาผู้อ่านก้าวข้ามไปได้ดีที่สุด วรรณกรรมที่นำเสนอความจริงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ หรือวรรณกรรมที่เสนอความจริงในแบบที่มันเป็นจริง ๆ ?  ผมเชื่อว่าก่อนที่ จเด็จ กำจรเดช จะลงมือเขียน “นักสืบอาคม” เขาคงพยายามตอบคำถามนี้อย่างจริงจัง และบทสรุปที่เขาให้กับตัวเองก็ปรากฏเด่นชัดอยู่ในนวนิยายเรื่องนี้

“…พวกนักเขียนถูกฝังหัวว่าเด็กต้องได้รับแต่สิ่งดี ๆ ห้ามมีคำพูดหยาบ ๆ และฉากรุนแรง ดังนั้นเด็กจะได้อ่านแต่เรื่องที่เต็มไปด้วยสิ่งดีงาม คำพูดเพราะ ๆ แม้ว่าในชีวิตจริงจะอยู่แต่กับความรุนแรง…” (หน้า 31 – 32)

ด้วยแนวคิดแบบนี้ “นักสืบอาคม” จึงเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่มีท่าที ‘ต่อต้าน’ วรรณกรรมเยาวชนอยู่ในตัวเอง ไม่ใช่ จเด็จ กำจรเดช ไม่รู้ว่าแบบแผนของวรรณกรรมเยาวชนเป็นอย่างไร แต่เขาเลือกที่จะสร้างทางใหม่ให้แก่วรรณกรรมเยาวชน ไม่เพียงข้อความที่ผมยกมาข้างต้นเท่านั้น ตลอดทั้งเรื่อง จเด็จ กำจรเดช แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงความพยายามที่จะสร้างวรรณกรรมเยาวชนแนวใหม่ ที่ยืนอยู่ข้างความจริง มากกว่าที่จะปิดบังความจริงบางด้านเอาไว้ ล้อมกรอบให้เด็ก ๆ อยู่บนพื้นที่อันปลอดภัย ไม่ผิดแต่อย่างใดที่บนปกหนังสือจะประกาศว่านี่คือ ‘วรรณกรรมเยาวชน’ เพียงแต่ “นักสืบอาคม” อาจไม่ได้เป็นวรรณกรรมเยาวชนในแบบที่คนส่วนใหญ่คาดหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นวรรณกรรมเยาวชนในนิยามใหม่

นักสืบอาคมกับการเป็นวรรณกรรมสืบสวน (2)   

ไม่เพียงต่อต้าน ‘วรรณกรรมเยาวชน’ แบบเดิมเท่านั้น “นักสืบอาคม” ยังเป็นงานที่ท้าทายต่อเรื่องแนวนักสืบ จนกลายเป็นเรื่องแนวนักสืบควบคู่ไปกับเรื่อง ‘ล้อเลียน’ เรื่องแนวนักสืบในเวลาเดียวกันด้วย จเด็จ กำจรเดช จงใจแหวกขนบของเรื่องแนวนักสืบ ด้วยการทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับเรื่องแนวนักสืบทั้งหลาย โดยเฉพาะองค์ประกอบสำคัญสองอย่าง นั่นก็คือ ตัวละคร และ โครงเรื่อง ซึ่งผิดแผกแหวกแนวจากเรื่องนักสืบที่เคยมีมา ชนิดอ่านไปก็สงสัยไปว่า นี่มันเรื่องนักสืบแบบไหนกัน ในเมื่อไม่มีนักสืบตัวจริงและไม่มีคดีให้สืบ สิ่งเดียวที่มีคือการสืบ แต่ก็ไม่รู้ว่าสืบเรื่องอะไร และสืบให้ได้อะไรขึ้นมา  

เรื่องแนวนักสืบที่ประสบความสำเร็จ มักดึงดูดผู้อ่านด้วยปมปริศนาของคดีลึกลับซึ่งยากจะคลี่คลาย ต้องอาศัยความสามารถเหนือมนุษย์ธรรมดาของนักสืบ จึงจะไขคดีและคลายปมปริศนาทั้งหมดออกได้ แต่ “นักสืบอาคม” กลับไม่มีอะไรแบบนั้น สิ่งเดียวที่ จเด็จ กำจรเดช นำมาใช้คือ ‘ความอยากรู้’ ที่ตัวละครอาคมส่งต่อมาถึงผู้อ่าน ผ่านการเล่าเรื่องจากมุมมองและเสียงเล่าของตัวอาคมเอง 

ตลอดทั้งเรื่อง จเด็จ กำจรเดช สามารถรักษาความอยากรู้ของอาคมและคนอ่านไว้ได้อย่างสม่ำเสมอ ลึก ๆ ขณะที่อ่าน ผมอดหวั่นใจไม่ได้ ว่าเขาอาจหักหลังผู้อ่านที่ติดตามอ่านมาทั้งเรื่อง ว่าสุดท้ายเรื่องที่ดูเหมือนไม่มีอะไร ก็ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ  ถ้าเป็นอย่างนั้นผมคงเหวอยิ่งกว่านี้ แต่ จเด็จ กำจรเดช ก็ไม่ได้ทำแบบนั้น เพราะแม้อาคมจะไม่มีความสามารถพิเศษใด ๆ เขาก็มีสิ่งที่เรียกว่า ‘สัญชาตญาณ’ ของนักสืบซ่อนอยู่ ด้วยเหตุนี้เองเรด้าร์ในตัวเขาจึงจับได้ตั้งแต่แรกว่า สถานที่แห่งนี้ต้องมีบางอย่างไม่ปกติ  

เช่นเดียวกับวรรณกรรมเยาวชนที่ จเด็จ กำจรเดช ไม่ได้แสดงความเลื่อมใสศรัทธา จนต้องเดินตามแบบแผนที่ใคร ๆ ต่างทำกันมา ในความเป็นเรื่องแนวนักสืบ “นักสืบอาคม” ก็ได้ตั้งคำถามถึง ‘ความจริง’ ในเรื่องแนวนักสืบไว้หลายครั้งหลายหน 

“…คดีบางเรื่องมันก็ไม่สามารถคลี่คลายได้ นี่ชีวิตจริง ไม่ใช่นิยายนักสืบที่ไม่ว่าหลักฐานเล็กเท่ามด หรือร่องรอยยุ่งยากสักแค่ไหน พระเอกก็ต้องมองเห็น และสามารถวางแผนคลี่คลายคดีได้ตลอด…” (หน้า 168)

สิ่งที่คนส่วนใหญ่ลืมคิดกันก็คือ ที่จริงแล้วเรื่องแนวนักสืบเป็นเพียง ‘เรื่องพาฝัน’ แบบหนึ่ง มันปลูกฝังแนวคิดตามแบบโลกในอุดมคติ ที่ไม่ว่าใครจะทำผิดเรื่องใดก็ตาม เขาจะทิ้งร่อยรอยเอาไว้เสมอ และร่องรอยนี่เองที่ทำให้ไม่มีใครหนีพ้นความผิดได้ ตั้งแต่ต้นจนจบ จเด็จ กำจรเดช ชี้ชวนให้เราเกิดข้อสงสัยต่อความเป็น ‘เรื่องแต่ง’ ของเรื่องแนวนักสืบ การทำลายโครงสร้างเดิมของเรื่องแนวนี้ และก่อร่างโครงสร้างใหม่ขึ้นมา สะท้อนถึงการปฏิเสธเรื่องแนวนักสืบแบบเดิม ๆ ที่มีแบบแผนอันแน่ชัดมาโดยตลอด

ผลก็คือเรื่องที่ปราศจากโครงสร้างแบบเรื่องแนวนักสืบเดิม ซึ่งแข็งแรงจนทำให้เราเชื่อมั่นว่า สุดท้ายนักสืบต้องไขคดีได้ และไม่ว่าการสืบจะทำให้เขาต้องเสี่ยงตายในระดับไหน เขาก็จะผ่านเหตุการณ์นั้นมาได้แบบฉิวเฉียดเสมอ ทว่าเรากลับไม่อาจคาดเดาอะไรใน “นักสืบอาคม” ได้เลย เมื่อความเป็นเรื่องแนวนักสืบเดิมถูกทำลายลง ผลที่ได้คือเรื่องที่เต็มไปด้วยความสดใหม่ เกินคาดเดา และเกินกว่าจะมั่นใจได้ว่า ท้ายที่สุดพระเอกต้องเป็นฝ้ายชนะ คดีได้รับการคลี่คลาย และผู้ร้ายถูกลงโทษสมต่อความผิดที่ก่อ     

นักสืบอาคมกับการวรรณกรรมหลังสมัยใหม่    

  แน่นอนที่สุด ทั้งวรรณกรรมเยาวชนและเรื่องแนวนักสืบ เป็นงานเขียนที่กำเนิดขึ้นมาในยุคสมัยใหม่ ซึ่งผู้คนเชื่อในวิทยาศาสตร์และหลักแห่งเหตุผล ไม่นานสิ่งนี้ก็กลายเป็นศาสนาใหม่ที่ผู้คนเลื่อมใสศรัทธา และเชื่อมั่นว่าสามารถให้คำตอบสำหรับทุกสิ่งได้ ที่ผ่านมา นักเขียนหลายต่อหลายรุ่นได้สร้างแบบแผน ที่ทำให้วรรณกรรมเยาวชนและเรื่องแนวนักสืบเป็นพื้นที่อันปลอดภัย แม้จะเกิดจุดผลิกผันใด ๆ สุดท้ายตัวละครก็สามารถก้าวเดินต่อไปได้ บนเส้นทางชีวิตอันมั่นคง แต่ “นักสืบอาคม” ทำให้เราต้องมองวรรณกรรมเยาวชนและเรื่องแนวนักสืบ ด้วยทัศนะที่ต่างออกไป  

แม้ไม่ถึงกับทำลายโครงสร้างของเรื่องเล่าโดยสิ้นเชิง แต่ “นักสืบอาคม” ก็เป็นงานเขียนที่ขบถต่อเรื่องเล่าแบบเดิมอย่างชัดเจน โดยทำให้เราตระหนักว่า วรรณกรรมเยาวชน และ เรื่องแนวนักสืบ อาจเป็นเพียงเรื่องเล่าอันจอมปลอมเท่านั้น เขาฉุดเราออกมาจากดินแดนพาฝัน สู่โลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่อาจคาดเดา ด้วยการแอนตี้ฮีโร่ แอนตี้พล็อต แอนตี้ความเป็นวรรณกรรมเยาวชน และแอนตี้ความเป็นเรื่องแนวนักสืบ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้อวดอ้างว่า เขากำลังประกาศความจริง เพราะเรื่องที่เขาเขียนก็เพียงเรื่องเล่าหนึ่งเช่นกัน เพียงแค่เรื่องเล่า บนโลกที่ไม่มีใครรู้ว่าความจริงที่แท้จริงเป็นอย่างไร และมันเคยมีอยู่จริงหรือไม่…

จรูญพร ปรปักษ์ประลัย

พิมพ์ครั้งแรกนิตยสารสีสัน ปีที่ 30 ฉบับที่ 9 : 2562