ทุกครั้งที่นึกถึง เสียงเม้าออร์แกนของพ่อ ที่เป่าในยามว่างให้พวกเราฟัง ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม พ่อเป็นทหารเสนารักษ์จากประเทศไทยในสงครามเกาหลี ผู้ประกาศตัวว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ให้บาดเจ็บเหน็บหนาว ท่ามกลางหิมะข้างนอก ฉันจะพาเพื่อน ๆ ของฉันกลับบ้าน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นหรือตาย

 


เรื่องและภาพ : สุทธิศักดิ์ บุนนาค

วันที่ ๕ ธ.ค. ๒๔๙๕

     “อรุณของวันนี้ พวกเราได้ถึงปูซานและได้พัก ๑๕ วัน หน้าที่ของทหารเสนารักษ์ ( combat medic ) คือผู้รักษาชีวิตทหารปฐมพยาบาลดูแลอาการบาดเจ็บ แล้วส่งกลับแนวหลัง  พร้อมในการเคลื่อนย้ายไปพร้อมๆกับกองกำลังได้ตลอดเวลา ซึ่งก่อนจะเดินทางไปสมรภูมิครั้งนี้นั้น พ่อได้รับการศึกษามาอย่างดีจากโรงเรียนเสนารักษ์กองทัพบก

         จากบันทึกของพ่อเมื่อ ๑๑ มี.ค.๒๔

     “๓ ทุ่มกว่า มีคำสั่งให้ข้าพเจ้าไปประจำที่กองร้อยที่ ๒ ใจข้าพเจ้าระทึก นั่งรถจี๊ปไป ๔ คน หมู่วิทยาเป็นคนขับ แล่นไปไม่ได้ไกล รถตกหลุมตะแครง ดีไม่คว่ำ ถ้าคว่ำคงแย่

พอถึงดื่มกาแฟดับความหนาว แล้วนั่งหลับนกหลังพิงกัน ยังมิทันหลับสนิท มีเสียงสั่งให้ไปเอาคนเจ็บ ที่เอ้าท์กาท จุด/๒  เมื่อเดินลัดเลาะตามคูรบซึ่งเละไปหมด เมื่อมาถึงทางลง ข้าพเจ้ากลิ้งและไถล บางทีก็ปะทะกับลวดหนาม กว่าจะลงไปได้แสนลำบาก หิมะก็ลงหนัก จนตี ๑ กว่าเมื่อลงถึงข้างล่างก็ลงไปอีก หกล้มนับไม่ถ้วน เลยเอ้าท์กาทไปไกลทีเดียว   หกล้มหกเขมนจนเจ็บไปหมด กระนั้นก็ยังมานะคลานบ้าง ไถไปบ้างจนถึงคนเจ็บ ตอนนี้ก็ยิ่งแล้วไปกันใหญ่ เราจะต้องหามเปลอีกด้วย ทางเดินก็จำเพาะ ต้องเดินเลียงหนึ่ง สองข้างทางก็เต็มไปด้วยระเบิดทั้งนั้น ต้องระวังตัวถ้าหกล้มลงไปมันหมายถึงชีวิต เวลาล่วงไปจนถึงตี ๕ เราก็ยังไม่สามารถนำคนเจ็บกลับมาได้ คลานบ้างนอนบ้าง อากาศหรือก็หนาวเย็น หิมะก็ตกหนัก พอมาถึงเชิงเขาก็พยายามนำคนเจ็บขึ้นเขา แต่เดินขึ้นไปก็ไหลลงมา เหนื่อยก็เหนื่อยอย่างที่สุด กว่าจะขึ้นแนวได้ก็ ๖.๐๐ น. พอดี เดินกลับที่ตั้งเดิมพอถึงก็หลับด้วยความอ่อนเพลีย”

         พ่อเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนไปถึงแนวรบเกาหลีช่วงแรกๆ ท่ามกลางความหนาวเย็น เหงาคิดถึงบ้านเป็นอย่างมาก ยามว่างต้องหยิบเม้าออร์แกนคู่ใจมาเป่าคลายความคิดถึงบ้าน แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ต่อไปด้วยเกียรติภูมิของทหารจากประเทศไทย  สงครามไม่เคยให้อะไรใคร มีแต่ความสูญเสีย ไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริง ส่วนพ่อนั้นคิดว่าหน้าที่ของทหารเสนารักษ์นั้นคือการดูแลอาการบาดเจ็บ และพาเพื่อนกลับบ้านไม่ว่าจะเป็นหรือตาย 

      พ่อจากไป ๒๐ กว่าปีแล้ว แต่ความภาคภูมิใจในฐานะทายาททหารผ่านศึกจะคงอยู่ตลอดไป ส่วนในด้านวัตถุสิ่งของ ผมยังเก็บรักษา คือสมุดบันทึกประจำวันในการไปราชการในสงครามเกาหลีครั้งนี้ ซึ่งเป็นลายมือของพ่อที่เป็นข้อมูลสำคัญ เครื่องหมายอาร์มต่างๆ  ผ้าพันคอ ปลอกแขนเสนารักษ์ และอินเดียนเฮด (เครื่องหมายรูปอินเดียนแดง  อาปาเช่) 

เครื่องหมายนี้พ่อบอกว่าตอนขาไปจะติดที่แขนด้านที่อินเดียนเฮดหันหน้าออก ตอนขาจะกลับประเทศไทย เขาให้ติดแขนอีกข้างอินเดียนเฮดก็จะหันหน้ากลับ แปลว่าเสร็จสิ้นภารกิจและกำลังจะกลับบ้านแล้ว 

       เหรียญชัยสมรภูมิที่พ่อได้รับการประดับ ที่แนวหนุนแคนซัสเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๙๖ พร้อมด้วยภาพถ่ายตอนประดับยศ ซึ่งเพื่อนทหารด้วยกันช่วยถ่ายให้ ก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์  เหรียญ ภปร. พระราชทาน ระบุข้อความบนเหรียญว่า “พระราชทานผู้ไปสงครามเกาหลี”    

       ทุกครั้งที่นึกถึง เสียงเม้าออร์แกนของพ่อ ที่เป่าในยามว่างให้พวกเราฟัง ยังก้องอยู่ในโสตประสาทของผม พ่อเป็นทหารเสนารักษ์จากประเทศไทยในสงครามเกาหลี ผู้ประกาศตัวว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ให้บาดเจ็บเหน็บหนาว ท่ามกลางหิมะข้างนอก ฉันจะพาเพื่อน ๆ ของฉันกลับบ้าน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นหรือตาย ”  

          “พ่อครับ ผมภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกพ่อครับ”


วิทยากรพินิจ

เรื่อง “แรง” มาก ด้วยตัวแหล่งข้อมูลเป็นอดีตทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี ซึ่งหาตัวได้ยากแล้วในยุคนี้  ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือทหารไทยในสงครามเกาหลีคนนี้ได้บันทึกเหตุการณ์ที่ตัวเองเข้ามีส่วนร่วมไว้อย่างละเอียด รวมทั้งเก็บรวบรวมวัตถุสิ่งของไว้จำนวนมาก  เป็นวัตถุดิบให้ผู้เขียนซึ่งเป็นลูกชายนำมาใช้ในการเขียนเรื่องเล่าได้อย่างมีคุณค่าในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ข้อความในสมุดบันทึกเสมือนปากคำบอกเล่าในห้วงเวลาที่ตัวเขาไม่อยู่ให้สัมภาษณ์อีกแล้ว ด้วยข้อมูลพิเศษเฉพาะเช่นนี้ ทำให้ “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ให้เหน็บหนาวบนเส้นขนานที่ ๓๘” เป็นสารคดีที่ใครเห็นก็ต้องอ่าน

วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง