สงครามไม่เคยให้อะไรใครมีแต่ความสูญเสียไม่มีผู้ชนะอย่างแท้จริงส่วนพ่อนั้นคิดว่าหน้าที่ของทหารเสนารักษ์คือการดูแลอาการบาดเจ็บและพาเพื่อนกลับบ้านไม่ว่าจะเป็นหรือตาย


 เรื่องและภาพ : สุทธิศักดิ์ บุนนาค

บันทึกของพ่อทหารเสนารักษ์ไทยที่ไปร่วมรบในสงครามเกาหลี 

สมุดบันทึกประจำวันที่พ่อเขียนเมื่อครั้งไปราชการในสงครามเกาหลี ยังถูกเก็บอยู่ในกล่องสังกะสีเก่าๆ อายุก็คงเกือบ 70 ปีพอๆกันกับบันทึก บอกเล่าถึงชีวิตประจำวัน และเหตุการณ์ที่ไปพบเจอ ณ สมรภูมิเกาหลี มันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่พ่อทิ้งไว้ให้ เป็นที่รวบรวมเรื่องราวต่างๆในยุทธภูมิอันแสนไกล ซึ่งเต็มไปด้วยความหนาวเย็น ทุรกันดาร ในดินแดนที่เต็มไปด้วยภูเขาสลับซับซ้อน ท่ามกลางความอดอยากหิวโหย  ผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย เศษซากจากไฟสงคราม    

       สงครามเกาหลีนั้น เป็นการแย่งชิงดินแดนกันระหว่างพันธมิตร ที่นำโดยอเมริกากับขั้วคอมมิวนิสต์ นำโดยรัสเซีย และจีนแดง ซึ่งการรบอย่างหนักหน่วงของ สงครามเกาหลีเริ่มต้นขึ้นในวันที่ ๒๕ มิ.ย. ๒๔๙๓ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ในจำนวนทหารกว่า ๑ ล้านนาย ของฝ่ายพันธมิตรฟากอเมริกานั้น มีทหารไทยรวมอยู่ด้วย ๖,๓๒๖ นาย 

       พ่อ เป็นหนึ่งในทหารไทยที่ไปร่วมรบในสงครามในครั้งนั้น ในสังกัดทหารเสนารักษ์ ประจำกรมผสมที่ ๒๑ ผลัดที่ ๓ ซึ่งเป็นผลัดที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก  จนแม่ทัพอเมริกันได้ให้สมญานามทหารไทยว่า  Little Tiger  หรือพยัคฆ์น้อย ถึงตัวจะเล็กแต่ใจสู้เยี่ยงเสือ ในการปฏิบัติการที่ห้าวหาญ ไม่กลัวตาย ยึดเนิน ๒๕๕ หรือ พ็อคช็อป  (Pork Chop Hill ) ตามที่ทหารอเมริกันเรียกขานกันเพราะเหตุว่าเนินเขาลูกนี้ทหารอเมริกันตัองหลั่งเลือดชโลมดิน เป็นจำนวนหลายร้อยนาย ไม่ต่างอะไรไปกับเนื้อที่ชุ่มเลือดบนตะแกรงย่างสเต็ก  เหนือเส้นขนานที่  ๓๘  ชัยภูมิสำคัญ ทีซึ่งทหารอเมริกันพยายามอยู่หลายครั้งหลายครา แต่ไม่สำเร็จ สูญเสียนายทหารไปอย่างมากมาย  เนื่องจากพื้นที่นี้เป็นสันเขาโดดเดี่ยว แวดล้อมด้วยหุบเขาสลับซับซ้อน อยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองซอร์วอน

เมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์เมืองหนึ่ง พ็อคช็อปฮิลล์จึงเป็นชัยภูมิที่ทั้งสองฝ่ายหมายปอง เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์ สุดท้ายพยัคฆ์น้อยอย่างทหารไทยบุกยึดได้อย่างกล้าหาญ  พลเอก เจมส์ เอแวน ฟลีตแม่ทัพที่ ๘ ของอเมริกา ผู้บังคับบัญชากองกำลังสหประชาชาติจึงให้สมญาทหารไทยว่า  Little Tiger  นับแต่นั้นก็ไม่มีใครสงสัยในจิตใจอันเป็นนักสู้ของทหารไทยอีกต่อไป

         พ่อลงเรือเพื่อไปร่วมสมรภูมิเกาหลี ที่ท่าราชวรดิษฐ์ ในเช้าวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน  ๒๔๙๕ โดยเรือหลวงสีชังและไปต่อเรือฮอโยมารูที่เกาะสีชัง ประชาชนโบกมือส่งตลอดสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา  คุณย่าร้อยมาลัยดอกดาวเรืองคล้องคอให้พ่อ เป็นการให้พรและกลัวจะมองไม่เห็นลูกจากระยะไกลตอนโบกมืออำลาจากเรือเพราะประชาชนคนไปส่งเยอะมาก เรือหลวงสีชังมาถึงเกาะสีชัง เวลา  ๑๖.๒๐ น.จอดขนถ่ายกำลังพลและสัมภาระลงเรือฮอโยมารูและแยกตัวไปเวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกากว่า  เรือฮอโยมารูออกเดินทางต่อเวลา ๒๒.๐๐น.  จากบันทึกพ่อเล่าว่า วันที่ ๑๙ พ.ย. ๒๔๙๕

     “ข้าพเจ้าตื่นราว ๆ ๐๖ น. เวลานี้เรือได้แล่นอยู่ในทะเล ซึ่งเราไม่สามารถจะมองเห็นอะไรได้ นอกจากน้ำกับฟ้า ในทะเลคลื่นลมแรง น้ำสาดเปียกตลอดเวลา ถึงอย่างนั้นก็ดี เรือก็แล่นฝ่ามรสุมอย่างไม่หยุดยั้ง  ขณะนี้ข้าพเจ้าไกลบ้านเกิดเมืองนอนไปทุกที และอีกนานกว่าข้าพเจ้าจะกลับมาใหม่  ในเรือเลี้ยงอาหาร ๓ เวลา และกาแฟด้วย รู้สึกว่าเขาอำนวยความสะดวกดีมาก ตลอดเวลาเรือมิได้ผ่านอะไรเลยจน  ๒๐ น.กว่าๆ จึงสวนกับเรือ แต่ห่างกันมาก”

   วันที่  ๒๐ พ.ย.๙๕  

    “วันนี้เรือได้เข้าเขตทะเลจีน เพราะฉะนั้นเรือที่ข้าพเจ้าโดยสารจึงผจญพายุฝน และมรสุมตลอดเวลา เล่นเอาเกือบเมาคลื่นหลายหน สามวันแล้วที่ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไร นอกจากน้ำกับฟ้า และทะเลที่เต็มไปด้วยคลื่นและเรือเดินทะเลที่แล่นสวนลำหนึ่ง ในระยะนี้ข้าพเจ้ามีความรู้สึกว่าเสื้อผ้าสกปรกมาก เพราะในเรือมีน้ำจืดจำกัด เนื่องจากเรามากันมาก น้ำจึงไม่ค่อยพอใช้ ในขณะนี้ข้าพเจ้าห่างบ้านเกิดเมืองนอนไปทุกที มุ่งไปทำหน้าอันมีเกียรติ และในไม่ช้าข้าพเจ้าจะกลับมาใหม่ กลับมาอยู่ใกล้สิ่งที่ข้าพเจ้ารักและถนอม กลับมาอยู่ใกล้พ่อแม่ของข้าพเจ้าต่อไป”

บันทึกของพ่อให้ความรู้ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม

           

      วันที่ ๑ ธ.ค. ๒๔๙๕ พ่อเขียนเล่าต่อไว้ว่า

  “เรือเทียบท่าซาเซโบ ๑๐ น. พวกเราได้ขึ้นจากเรือ ขึ้นรถบัสมายังค่าย ขณะที่เรานั่งรถเราได้ผ่านโรงงานใหญ่ของญี่ปุ่น เท่าที่สังเกตโรงงานต่าง ๆ อยู่ในความควบคุมของอเมริกา บ้านคนญี่ปุ่นสร้างแต่พออยู่ การทำไร่ นา ทำกันบนเขา รู้สึกว่าเจริญดีมาก”

         วันที่  ๒ ธ.ค. ๒๔๙๕

      “ข้าพเจ้าและเพื่อนได้พักอยู่ที่แคมโบเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ราบบนเขา ภายในค่ายสะอาดเพราะจัดระเบียบดีมาก  ตลอดจนน้ำอาบ ล้างหน้า ทำไว้มีน้ำอุ่น น้ำเย็น พร้อมและสะอาด การไฟฟ้าก็ดี ภายในเต็นท์ที่พักมีเตาผิงให้สะดวกสบายมาก และเสียดายที่จะจากค่ายนี้ไป ภาพยนตร์ก็มีโรงฉาย ตลอดจนร้านค้า P.X, กับรถบัสโดยสาร การขึ้นรถบัสต้องซื้อตั๋วไปกลับเป็นราคา ๑๐๐ เยนจากค่ายถึงซาเซโบ”

        “วันนี้ข้าพเจ้าได้ไปเที่ยวซาเซโบเป็นครั้งแรกที่เหยียบแผ่นดินอาทิตย์อุทัย จากค่ายเป็นถนนแคบๆบนเขา เลี้ยวไปเลี้ยวมา สองข้างทางเต็มไปด้วยบ้านเล็กๆ รู้สึกว่าชาวญี่ปุ่นที่นี่จนมาก แต่ขยันดี บางตอนที่ผ่านมีซากของสงคราม เมื่อรถวิ่งจวนถึง เราจะเห็นทิวทัศน์ของซาเซโบสวยดีมาก ขณะที่รถถึงจะมีชาวญี่ปุ่นหญิงชาย เด็กก็มีขายของเช่นยางรัดเท้า หมวก และของเบ็ดเตล็ด และที่มากคือการขัดรองเท้า ขัดครั้งหนึ่งประมาณ ๑๐๐ เยน พวกนี้น่ารำคาญเซ้าซี้มาก บางทียืนเผลอจะแอบมาขัดให้ เช่นข้าพเจ้ายังเสียไป ๑๐๐ เยน

ถนนจัดแบบดีมาก แต่ขรุขระ มากไปด้วยแท็กซี่ และสามล้อโกโรโกโส สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายผ้า ถ้วยชาม ภาพวาด และสเก็ตภาพ เต็มไปหมด แต่จะหาของต่างประเทศไม่มี ของใช้แพงมาก ผ้าถูก กลางคืนไฟตามถนนสวยมาก สว่างไปทั่ว อากาศหนาว ขณะที่เดินอยู่ในเมืองเจอทหารเรือจีน เพิ่งกลับจากพักรบเกาหลี พบกันต่างทักซึ่งกันและกัน ข้าพเจ้ากลับราว ๓ ทุ่มกว่า ขณะที่รถกำลังขึ้นเขา เรามองไปข้างล่างด้านหลังเห็นทิวทัศน์แสงไฟงามมาก”

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป