“นอกจากชาวกัมพูชาเชื้อสายญวนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโตนเลสาบแล้ว ยังมีชาวน้ำเชื้อสายจามและเขมรอีกส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าชาวน้ำเชื้อสายญวณจะเกาะกุมความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของโตนเลสาบไว้ได้มากกว่า แต่พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตร่วมกันอย่างค่อนข้างกลมกลืนและประสานความขัดแย้งไว้ได้ในระดับหนึ่ง”


เรื่อง-ภาพ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

ท่าเรือกำปงชนังตั้งอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างแม่น้ำโตนเลและส่วนที่เป็นทะเลสาบ สีนาบอกกับผมว่ากำปงชนังนั้นเปรียบเสมือนปากประตูสู่โตนเลสาบ ผลผลิตจากทะเลสาบทั้งปลาและพืชผลหลากหลายชนิดจะถูกนำมารวบรวมที่นี่ ก่อนจะแยกย้ายกระจายไปตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ กำปงชนังยังเป็นแหล่งทำปลากรอบรมควันอันเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวกัมพูชา

ในขณะเดียวกัน สินค้าอุปโภคบริโภคก็จะผ่านกำปงชนังกระจายไปสู่หมู่บ้านลอยน้ำต่างๆ ในโตนเลสาบ ท่าเรือแห่งนี้จึงไม่เคยเงียบเหงา หากเต็มไปด้วยกิจกรรมคึกคักเคลื่อนไหวอยู่แทบตลอดทั้งวัน ผมเดินถ่ายภาพวิถีชาวน้ำอย่างเพลิดเพลินจนลืมเวลา กระทั่งใกล้เที่ยงวัน ซุนเฮงและสีนาบอกว่าถึงเวลาต้องออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป

เรากลับเข้าสู่เส้นทางถนนสายหลักหมายเลข 5 ซึ่งเป็นถนนสายเดียวกันกับที่เราใช้เมื่อคราวออกจากกรุงพนมเปญ เลียบแม่น้ำโตนเลจนมาถึงกำปงชนัง ถัดจากนี้เส้นทางหมายเลข 5 ก็จะเลียบไปตามขอบทะเลสาบทางด้านใต้ไปจนถึงพระตะบอง ระหว่างทางจะมีทางแยกเล็กๆ นำพาไปพบกับโตนเลสาบและชุมชนลอยน้ำ ไม่นานนักเราก็มาถึง ชนกตรู (Chnok Tru) ชุมชนน้ำขนาดใหญ่อีกแห่ง สีนาจัดแจงว่าจ้างเรือลำเล็กให้ผมและซุนเฮงล่องเรือเข้าสู่ชุมชนน้ำชนกตรู ส่วนตัวเขาเองเลือกที่จะนั่งกินกาแฟรออยู่ที่ริมฝั่ง 

เรือแล่นห่างฝั่งมาไม่ไกลนัก เราก็ถูกล้อมรอบไว้ด้วยบ้านเรือนร้านค้าลอยน้ำสีสันสดใส ซุนเฮงชี้ชวนให้ผมดูรอบๆ ด้านหนึ่งคือร้านค้าของชำกับสินค้าหลากหลาย ถัดมาคือปั้มน้ำมันและโรงน้ำแข็งลอยน้ำซึ่งผลิตน้ำแข็งตลอดทั้งวันให้ชาวประมงนำไปแช่ปลาที่จับได้จากทะเลสาบ ไม่ไกลนักคือวัดลอยน้ำที่ยังมองเห็นคนมาทำบุญคับคั่ง ห่างออกไปยังมีโบสถ์คริสต์ ส่วนด้านตรงข้ามเป็นร้านรับชาร์จแบตเตอรี่ที่ชาวบ้านนำแบตเตอรี่รถยนต์มาเติมไฟให้เต็มก่อนจะนำกลับใช้ในแต่ละบ้าน 

คนขับเรือจ้างแวะจอดให้เราขึ้นสำรวจเรือนแพต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งเชื่อมถึงหากันได้ด้วยทางน้ำเล็กๆ ที่ตัดไปมาจนคล้ายเขาวงกต ผมได้แต่รัวชัตเตอร์บันทึกภาพความเป็นไปเบื้องหน้าอย่างลืมตัว ชุมชนลอยน้ำแห่งชนกตรู มีทั้งโรงเรียน สถานีตำรวจ และบาร์คาราโอเกะ ในขณะที่ชุมชนกำปงชนังเป็นหมู่เรือนแพริมฝั่งน้ำต่อเนื่องกับชุมชนตลาดบนฝั่ง ชนกตรู คือชุมชนที่ตั้งอยู่บนผืนน้ำอย่างสมบูรณ์ราวกับเมืองๆ หนึ่งซึ่งล้อมรอบด้วยทะเลสาบทั่วทั้งสี่ทิศ

ซุนเฮงบอกกับผมว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในโตนเลสาบจะเรียกตัวเองว่า ชาวน้ำ ซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ชาวน้ำส่วนใหญ่จะเป็นชาวกัมพูชาเชื้อสายญวน ที่อพยพเข้ามาเมื่อครั้งเวียดนามบุกเข้ายึดกรุงพนมเปญเมื่อราวปี พ.ศ. 2522 ซึ่งบางส่วนได้ลงหลักปักฐานอย่างถาวรเมื่อคราวสงครามสงบ กลายเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโตนเลสาบมาจนถึงทุกวันนี้

ชาวน้ำเกือบทั้งหมดมีอาชีพทำประมง ว่ากันว่าความอุดมสมบูรณ์ของโตนเลสาบได้หล่อเลี้ยงผู้คนด้วยปริมาณปลาน้ำจืดเกือบ 3 แสนตันต่อปี นับเป็นร้อยละ 75 ของผลผลิตปลาน้ำจืดทั้งหมดของประเทศ นอกจากนั้นโตนเลสาบยังถือเป็นแหล่งทำประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดติดอันดับต้นๆ ของโลกอีกด้วย

“นอกจากชาวกัมพูชาเชื้อสายญวนซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของโตนเลสาบแล้ว ยังมีชาวน้ำเชื้อสายจามและเขมรอีกส่วนหนึ่ง แน่นอนว่าชาวน้ำเชื้อสายญวณจะเกาะกุมความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของโตนเลสาบไว้ได้มากกว่า แต่พวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตร่วมกันอย่างค่อนข้างกลมกลืนและประสานความขัดแย้งไว้ได้ในระดับหนึ่ง” ซุนเฮงบอก

ผมใช้เวลาสำรวจและถ่ายภาพเรือนแพหลังต่างๆ จนเย็นย่ำ อาทิตย์ที่อ่อนล้าสาดแสงสุดท้าย นำพาความคึกคักกลับมาสู่ชนกตรูเมื่อกิจกรรมยามเย็นของแต่ละครัวเรือนเริ่มต้นขึ้น เรือลำเล็กแต่อัดแน่นด้วยเด็กน้อยในชุดนักเรียนแล่นผ่านไปอย่างช้าๆ สวนทางกับเรือหาปลาที่กำลังกลับเข้าสู่ที่พักพิง 

ซุนเฮงชักชวนให้เราหันเหเรือกลับเข้าสู่ฝั่ง ความมืดค่อยๆ คืบคลานไล่เข้ามาเรื่อยๆ แว่วเสียงเครื่องยนต์เรืออยู่ทางด้านหลัง โตนเลสาบกำลังเข้าสู่ห้วงยามแห่งการพักผ่อน ก่อนหน้าที่กิจกรรมต่างๆ จะเริ่มขึ้นอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น วนเวียนเป็นจังหวะและวัฏจักรแห่งชีวิตที่สืบต่อเนื่องกันมาแต่ครั้งอดีตกาล จวบจนทุกวันนี้

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป…