หากเมืองพระนคร คือผลงานชิ้นเอกอันสะท้อนให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดของอารยธรรมขอมโบราณแล้ว โตนเลสาบ เวิ้งน้ำกว้างไกลทางทิศใต้ที่ได้อยู่เฝ้าดูการก่อกำเนิดและการแตกดับของนครโบราณแห่งนี้มานานนับพันปี ก็อาจนับเป็นการรังสรรค์ของเหล่าทวยเทพที่ก่อร่างสร้างวัฏจักรแห่งธรรมชาติอันน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดแห่งหนึ่งบนผืนแผ่นดินกัมพูชา


เรื่อง-ภาพ สายัณห์ ชื่นอุดมสวัสดิ์

เรือข้ามฟากลำนั้นกำลังตีวงเข้าเทียบท่าอย่างเชื่องช้า ระลอกน้ำหมุมวนจากท้ายเรือจนเรือโยกไกว บนดาดฟ้าเรืออัดแน่นไปด้วยผู้คนเดินทาง บ้างมาตัวเปล่าเพื่อต่อรถเข้าเมืองใหญ่ บ้างหิ้วหอบสินค้าหลากหลายมุ่งหน้าสู่ตลาด ในขณะที่อีกหลายคนขึ้นนั่งคล่อมอานรถมอเตอร์ไซด์เพื่อเตรียมพร้อมจะขึ้นฝั่ง บรรยากาศเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันที่ท่าเรือกำปงชนัง (Kampong Chhnang)

   หลังจากนั่งรถออกจากกรุงพนมเปญเลียบแม่น้ำโตนเล (Tonle Sap River)มากกว่าสามชั่วโมง ภายใต้ภารกิจเดินทางถ่ายภาพแง่มุมต่างๆ ของโตนเลสาบ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลภาพให้กับคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) โดยมีผมและเพื่อนร่วมทางชาวกัมพูชาสองคน คือสีนาและซุนเฮง เราได้เริ่มต้นภารกิจกันที่กำปงชนัง ซึ่งเปรียบเสมือนประตูสู่โตนเลสาบ

    ซุนเฮง ชายหนุ่มนักวิชาการซึ่งกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของโตนเลสาบ เขาชี้ชวนให้ผมมองไปยังหมู่เรือนลอยน้ำที่ตั้งเรียงรายทับซ้อนกันสุดลูกหูลูกตา พร้อมกับอธิบายลักษณะทางกายภาพของทะเลสาบเขาเล่าถึงบันทึก ของ อองรี มูโอต์ (Henri Mouhot)ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักสำรวจชาวฝรั่งเศสคนนสำคัญคนนี้เดินทางข้ามโตนเลสาบเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองพระนคร อองรี มูโอต์ได้กล่าวเปรียบเปรยทะเลสาบแห่งนี้ ไว้ว่า “มีลักษณะคล้ายกับรูปร่างของไวโอลินพาดอยู่บนที่ราบต่ำเขมร ส่วนคอไวโอลินก็คือส่วนที่เป็นทางน้ำไหลเชื่อมต่อระหว่างทะเลสาบกับแม่น้ำโขงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ” ซึ่งชาวกัมพูชาเรียกทางน้ำส่วนนี้ว่า แม่น้ำโตนเล ปลายด้านหนึ่งของแม่น้ำโตนเลยังเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขงที่พนมเปญในบริเวณที่เรียกว่า จัตุรมุข (Chaktomuk) ซึ่งเป็นจุดบรรจบของทางน้ำ 4 สาย คือแม่น้ำโขงที่ไหลมาจากทางเหนือ แล้วแยกออกเป็นทางน้ำ 3 สาย คือ แม่น้ำบาสักสายหนึ่ง แม่น้ำโตนเลสายหนึ่ง และแม่น้ำโขงเส้นเดิมไหลต่อไปจนสุดชายแดนกัมพูชา-เวียดนาม

และปรากฏการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจของโตนเลสาบเริ่มต้นขึ้น ณ จุดบรรจบของทางน้ำสี่สายแห่งนี้นี่เอง ซุนเฮง เล่าต่อไปว่า ในช่วงฤดูน้ำหลากที่น้ำโขงเอ่อล้น แม่น้ำโตนเลจะทำหน้าที่ลำเลียงปริมาณน้ำมหาศาลไหลผ่านไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือเข้าสู่บริเวณโตนเลสาบ ซึ่งทำหน้าที่คล้ายเป็นที่พักน้ำ ก่อให้เกิดผืนน้ำกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา  จวบจนเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง แม่น้ำโตนเลก็จะไหลกลับทิศทางนำพาปริมาณน้ำจากทะเลสาบต่อเติมหล่อเลี้ยงน้ำโขงไม่ให้แห้งขอดจนเกินไป

  วัฏจักรแห่งการแลกเปลี่ยนและเติมแต่งความอุดมสมบูรณ์ให้กันและกันเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำทุกๆ ปี และต่อเนื่องยาวนานนับตั้งแต่ก่อนการก่อเกิดเมืองพระนคร สีนา ชายหนุ่มบุคลิกทะมัดทะแมง อีกหนึ่งผู้ร่วมทางซึ่งทำหน้าที่สารถีกำหนดเส้นทางเลาะเลียบขอบน้ำโตนเลสาบเอ่ยเสริมขึ้นมา ในช่วงวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุกปี จะมีการจัดงานเทศกาลน้ำซึ่งถือเป็นงานเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวกัมพูชา เพื่อระลึกถึงความสำคัญของแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนแผ่นดินกัมพูชา อีกทั้งในวันดังกล่าวยังเป็นวันที่แม่น้ำโตนเลไหลย้อนกลับทิศทางอีกด้วย”

 สีนาบอกว่าทุกๆ ปี เขามองเห็นแม่น้ำโตนเลไหลไปคนละทิศทาง ในแต่ละช่วงของฤดูกาล เขาเพียงนึกสงสัยว่า ในวินาทีที่สายน้ำกำลังจะเริ่มไหลย้อนทิศทางนั้น แม่น้ำโตนเลจะหยุดนิ่งสงบบ้างหรือไม่? ข้อสงสัยเล่นๆ ที่สีนาเอ่ยออกมา ทำให้ผมจินตนาการถึงจังหวะชีวิตแห่งโตนเลสาบไปได้ไกล ชั่วครู่หนึ่งที่ได้สนทนากับสองหนุ่มร่วมทางทำให้ผมตระหนักขึ้นมาว่า ทัศนคติและการบอกเล่าเรื่องราวของโตนเลสาบ จากสองหนุ่มค่อนข้างแตกต่างกันโดยพื้นฐาน หนึ่งมาจากงานวิจัยค้นคว้า อีกหนึ่งเป็นมุมมองของชาวบ้านธรรมดาที่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกโดยไม่อาศัยตัวเลขอ้างอิง ผมจึงรู้สึกมั่นใจว่า การเดินทางถ่ายภาพเลาะเลียบขอบน้ำโตนเลสาบคราวนี้ จะมีแง่มุมที่หลากหลายและได้รับฟังเรื่องราวที่น่าสนใจจากพวกเขาตลอดทาง…

โปรดติดตามต่อไป…