“เรื่องการอนุรักษ์ นี่มันก็เหมือนแฟชั่นกันนะ ไม่ใช่จำเพาะแค่งานอนุรักษ์ทางทะเลเท่านั้น รวมไปถึงการอนุรักษ์ด้านอื่นก็คงคล้ายกันคนนอกเข้ามาทำก็ไม่เหมือนคนในพื้นที่ ที่ทำงานด้วยใจรักจริงๆ  เพราะชาวบ้านในพื้นที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับทะเล ผืนทรายอยู่กับธรรมชาติ ฉันว่างานเหล่านี้ต้องการคนในระดับชุมชนทำ เพราะงานอนุรักษ์ เปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีรากแก้วค้ำจุน” มิยะ  หะหวา “แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”


เรื่อง: ชูลี สุชาติ

ข่าวคราวการไว้อาลัยกับการจากไปของเจ้าพยูนตัวน้อยที่ชื่อมาเรียมแพร่สะพัด สัตว์ชนิดหายากนับวันหร่อยหรอลงทุกวี่วัน และกระแสดราม่าให้มวลมนุษยชาติเล็งเห็นภัยเงียบของขยะชนิดที่ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน มันลอยคว้างอยู่กลางน้ำกลางมหาสมุทร เป็นขยะและเป็นอาหารที่บรรดาสัตว์น้ำสัตว์ทะเลที่มิอาจล่วงรู้ถึงภัยร้าย และแล้วขบวนการเรียกร้องหรือมาตราต่างๆ ทางกฏหมายก็ป่าวประกาศ เหตุการณ์เช่นนี้มิได้เพิ่งบังเกิด

ยุคสมัยของการต่อสู้กับปัญหาไม่มีคำว่าสิ้นสุดดังเช่น  ราวปี พ.ศ. ๒๕๓๔ หญิงแกร่งแห่งบ้านเจ้าไหม เธอและครอบครัวในชุมชนชาวประมงพื้นบ้าน ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อสู้กับปัญหาในขณะนั้นคือขบวนการเรืออวนรุนเข้ามารุกราน จึงเกิดชุมชนรักษาหญ้าทะเล ดูแลพะยูน จากสิ่งที่เธอ-ครอบครัวและชาวชุมชนได้ร่วมกันผนึกกำลังกระบวนการรักษาพะยูนได้ส่งผลสะเทือนไปทั้งโลก  พะยูนน้อย ที่ชื่อ “เจ้าโทน” โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างคาดไม่ถึง และนับแต่นั้นมา เธอไม่เคยเบนเข็มทิศออกจากบทบาทนักอนุรักษ์ธรรมชาติ ผู้ดูแลทรัพยากรชายฝั่งแหล่งหญ้าทะเล แหล่งอู่ข้าวอู่น้ำของเธอและสัตว์หายากที่เรียกขานกันว่า “พะยูน” ในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ มหาวิทยาลัยมหิดลได้มอบรางวัล “แม่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” แด่เธอภายใต้แนวคิด ‘สิ่งแวดล้อมดีเริ่มต้นที่แม่’

เธอคือ มิยะ หะหวา หญิงแกร่งแห่งบ้านเจ้าไหม ผมรู้สึกชอบวิธีคิดการแก้ปัญหา ทุกครั้งที่ได้พลิกหน้ากระดาษ อ่านประโยคเหล่านี้แล้วรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก มันถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มเล็ก ๆ ของ a day weekly ฉบับที่ ๒๙ วันเวลาผ่านมาหลายปีข้อความเหล่านั้นยังอยู่ บทสนทนาระหว่างผู้สัมภาษณ์เปิดประเด็นไขแง่มุมความคิด ราวกับว่าผมนั่งฟังการสนทนาระหว่างเขาและเธอ 

“เรื่องการอนุรักษ์ นี่มันก็เหมือนแฟชั่นกันนะ ไม่ใช่จำเพาะแค่งานอนุรักษ์ทางทะเลเท่านั้น รวมไปถึงการอนุรักษ์ด้านอื่นก็คงคล้ายกันคนนอกเข้ามาทำก็ไม่เหมือนคนในพื้นที่ ที่ทำงานด้วยใจรักจริงๆ  เพราะชาวบ้านในพื้นที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่กับทะเล ผืนทรายอยู่กับธรรมชาติ ฉันว่างานเหล่านี้ต้องการคนในระดับชุมชนทำ เพราะงานอนุรักษ์ เปรียบเสมือนต้นไม้ที่มีรากแก้วค้ำจุน” ทว่าประโยคทิ่มตรงทะลุกลางปล้อง และผมเองก็บังเกิดความรู้สึกคล้อยตาม

“การจัดงานเก็บหอยตะเภา หรืองานแต่งงานใต้ทะเล ฉันถือว่างานพวกนี้ไม่ได้เป็นงานอนุรักษ์ คิดดูสิว่าแต่ละปีปะการังงอกมาสักเท่าไหร่? แล้วการจัดคนลงไปจดทะเบียนใต้ทะเลอย่างนั้นปะการังเหลืออยู่เท่าไหร่? ไม่ใช่จะมีแต่เท้าของคู่บ่าว-สาว ๔๐ ข้างเท่านั้น ในงานนี้ยังมีเท้าอีกเป็นพันกว่าเท้าที่เหยียบย่ำลงไปใต้ทะเลในวันเดียว ฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ปะการังจะไม่ตาย”

ในวันที่เกิดประเด็นถึงปัญหาขยะในท้องทะเล คร่าชีวิตพะยูนฑูตน้อยแห่งการอนุรักษ์ที่ชื่อ“มาเรียม” กับการหวนกลับมาอีกครั้งของปัญหาเพื่อนร่วมโลกชนิดหายากตายลงไป ๑๔ ปีที่ มิยะ  หะหวา ได้จากโลกดุลยาไปสู่โลกแห่งกียามัต ทิ้งไว้ซึ่งอุดมการณ์ที่รอคอยคนมาสานต่อ บางทีคน ๆ นั้น อาจเป็นผม เป็นคุณ เป็นท่าน เป็น พณฯ ท่านเพียงแค่สองมือเล็กๆ ที่ช่วยกันดูแลรักษาส่งผ่านสิ่งดีงามให้คนรุ่นต่อ ๆ ไป

ขอบคุณภาพประกอบ จาก : BBC Thai

อ้างอิงบทสัมภาษณ์จาก “Quotable Quotes by a day weekly” ฉบับที่ ๒๙ ประจำวันที่ ๓-ช ธันวาคม ๒๕๔๗