“ความเครียดในการสู้รบทำให้หลายคนคิดถึงบ้านพ่อเองก็เป็นเช่นนั้นสิ่งที่ทำได้คือการเขียนจดหมายถึงครอบครัวหรืออ่านจดหมายเก่าอ่านแล้วอ่านอีกอย่างไม่เบื่ออีกสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยรู้คือพ่อเขียนไดอารี่บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้นพ่อบอกว่าชื่อบันทึก “365 วันที่เวียดนาม”

เรื่อง : นาฏอนงค์ บ้านจัน
ภาพ : ธีรภาพ โลหิตกุล

การรบที่ไม่รู้ว่าใครคือศัตรู การรบที่เวียดนามนั้นมีข้อห้ามที่แปลกประหลาดมาก คือห้ามยิงถูกต้นยางพารา เพราะยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจ แม้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน สนามการต่อสู้จะดุเดือดสักเพียงใด ชาวบ้านก็ยังกรีดยางอยู่เป็นปกติ คงเพราะถ้าไม่กรีดยางก็จะไม่มีรายได้ ดังนั้น ในทุกวันนี้ยามปกติสุข จึงไม่แปลกที่เวียดนามจะเป็นชาติผู้นำทางด้านการผลิตยางพารา 

พ่อบอกว่าถ้ามีการปะทะโจมตี แล้วเวียดกงหนีเข้าสวนยาง ทหารไทยจะไม่ตามเข้าไป เพราะนอกจากจะอันตรายอาจถูกฆ่าแล้ว ยังต้องระมัดระวัง ไม่ยิงถูกต้นยาง ไม่ทำให้ต้นยางเสียหาย มิฉะนั้น วันรุ่งขึ้นจะมีชาวบ้านลากซากต้นยางมาร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา เรียกร้องค่าเสียหาย ฉันไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนดกฎกติกาข้อนี้ หรือเป็นข้อเรียกร้องที่มีวาระแอบแฝง ไม่ให้มีการโจมตีก็เป็นได้ 

ฉันถามพ่อว่าเคยเห็นเวียดกงไหมว่าหน้าตาเป็นอย่างไร พ่อบอกว่า เราไม่มีทางรู้หรอกว่าคนไหนเวียดกง คนไหนเวียดนาม ตอนกลางวันเขาก็เป็นเวียดนามทำมาหากินปกติ พอกลางคืนก็กลายเป็นเวียดกง มาปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมายมา การสู้รบที่แยกพลเรือนออกจากข้าศึกไม่ได้ อย่างไรก็ไม่มีทางชนะ นั้นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่อเมริกาต้องยอมรับความพ่ายแพ้ แม้จะทุ่มเทเงินทองและสูญเสียทหารไปหลายหมื่นคนก็ตาม 

ความเครียดในการสู้รบทำให้หลายคนคิดถึงบ้าน พ่อเองก็เป็นเช่นนั้น สิ่งที่ทำได้คือการเขียนจดหมายถึงครอบครัว หรืออ่านจดหมายเก่า อ่านแล้วอ่านอีกอย่างไม่เบื่อ อีกสิ่งหนึ่งที่ฉันไม่เคยรู้คือ พ่อเขียนไดอารี่บันทึกเหตุการณ์ในครั้งนั้น พ่อบอกว่าชื่อบันทึก “365วันที่เวียดนาม” ตอนนี้ฉันพยายามหาบันทึกเล่มนั้น แต่ก็ยังไม่เจอ อาจต้องไปค้นที่บ้านหลังเก่า เพราะข้าวของหลายอย่างยังอยู่ที่นั้น รวมทั้งเจ้าสไลด์รูลอุปกรณ์คู่กายการทำงานของพ่อด้วย

“ที่เบอร์มมีคำเตือนใจที่พวกเราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และช่วยพวกเราได้มาก เขาเขียนว่า หิวกิน อิ่มนอน ร้อนอาบน้ำ” 3 ประโยคนี้กระมังที่ช่วยให้ทหารไทย มีหลักยึด ไม่สติแตกไปเสียก่อน 

วันที่ได้กลับบ้านและแล้วก็ครบกำหนด1 ปีในเวียดนาม ทหารไทยจะได้กลับบ้านแล้ว  พ่อเฝ้ารอวันนี้มาอย่างยาวนาน ขากลับนี้หรูหรากว่าขาไป คือขาไปใช้เครื่องบิน C130 ของกองทัพอากาศ แต่ขากลับกองทัพบกเช่าเหมาลำเครื่องบินของบริษัทเดินอากาศไทย ปัจจุบันคือการบินไทยนั่นเอง มีพนักงานต้อนรับหญิงชายพร้อมบริการอย่างเต็มที่  เมื่อถึงดอนเมืองเครื่องบินลงไม่ได้ เพราะหมอกหนามาก ต้องบินวนอยู่ 3 รอบ จนทหารกลัวกันว่าต้องกลับไปไซง่อนก่อนหรือเปล่า  

วันนั้นแม่และพี่ ๆ ไปรอรับพ่ออย่างไม่ยอมพลาด แม่เป็นคนสายตาดีมาก มองเห็นพ่อก่อนใคร พ่อเป็นคนแรกที่เดินออกมาจากเครื่องบิน พร้อมชูธงไตรรงค์โบกสะบัดปลิวไสว ท่ามกลางเสียงเฮของบรรดาญาติมิตรที่ไปรอรับทหารผ่านศึก  ต่างแสดงความดีใจที่อยู่รอดปลอดภัยได้กลับบ้าน  ฉันไม่ได้ถามพ่อว่าขณะนั้นพ่อรู้สึกอย่างไร แต่ฉันว่าพ่อคงรู้สึกโล่งใจที่ได้กลับบ้านเกิด ได้มาเจอครอบครัวที่พ่อตั้งใจไปหาเงินมาเพื่อทำภารกิจสำคัญที่สุดในชีวิต

เส้นทางที่ต้องเลือก ก่อนกลับจากเวียดนาม เจ้านายเรียกพ่อไปถามว่า จะไปอยู่ที่กาญจนบุรีด้วยกันไหม ถ้าไปจะขอเลื่อนยศให้เป็นจ่าสิบเอก  ในตอนนั้นพ่อเป็นเพียงสิบเอกทหารผู้น้อยเท่านั้น พ่อบอกว่าคิดหนักอยู่เหมือนกัน เพราะใคร ๆ ก็อยากได้ยศได้ตำแหน่ง ถ้าเลื่อนเป็นจ่าสิบเอกแล้ว หากวาสานาดีก็จะได้เป็นนายทหารกับเขาเหมือนกัน แต่ในที่สุดพ่อก็ตอบนายว่า

“ผมคงไปอยู่ที่กาญจน์ไม่ได้หรอกครับ เงินเดือนสิบเอก 900 บาท เงินเดือนจ่าสิบเอก 1,000 บาท ต่างกันแค่ 100 บาท ยศผมก็อยากได้ แต่ลูกผม 6คน ยังเด็ก ๆ อยู่เลย เมียผมก็ขายของ ถ้าไปอยู่กาญจน์ใครจะช่วยดูแลลูก ญาติพี่น้องก็ไม่มี พ่อผมก็อยู่บ้านนอก ผมก็เป็นห่วง ผมขออยู่ที่เดิม แม้ยศจะไม่ได้ขึ้น แต่ก็ไม่เป็นไรครับ” ด้วยเหตุนี้เราจึงอยู่ที่โคราชกันเหมือนเดิม เป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่นสนุกสนาน มี 10 ชีวิต คือ พ่อ แม่ ลูก 6 คน ยาย และน้าชาย

อบอุ่นไม่ยากไม่จนไม่ขาดแคลน มองย้อนกลับไป ฉันไม่เคยรู้สึกว่ายากจนหรือขาดแคลน เรามีบ้านไม้หลังใหญ่ของตัวเอง ในที่ดินที่ทวดแบ่งไว้ให้กว้างขวางพอให้ฉันปลูกผักสวนครัว และไม้ดอกที่สวยงาม เรามีอาหารกินอิ่มทุกมื้อ มีเสื้อผ้าชุดนักเรียนอย่างพอเพียง แม้ต้องใส่ชุดต่อจากพี่บ้างก็ไม่เป็นไร กระโปรงนักเรียนก็ตัดไว้เผื่อโต พอขึ้นชั้นใหม่เราสูงขึ้น ก็เลาะชายกระโปรงลงหน่อย กระโปรงบางตัวอาจมีร่องรอยการเลาะถึง 2 ระดับ นั่นคือการบันทึกความโชกโชน ความทนทานของกระโปรงที่น่าภาคภูมิใจ ส่วนเสื้อนักเรียนก็เลาะชื่อพี่ออก ปักชื่อเราแทน อาจโย้เย้ไปบ้างเพราะปักกันเอง แต่มันคืองานศิลปะ พ่อแม่ไม่ได้มีทรัพย์สินอะไรมากนัก แต่สิ่งที่พ่อคาดหวังก็คือ การศึกษาของลูก ๆ 

 “ที่พ่อไปเวียดนามก็เพราะอยากได้เงินเก็บสักก้อน จะเอาให้พี่เขาไปเรียนมหา’ลัย เขาเป็นลูกคนโต ต้องเป็นแบบอย่างให้น้อง ๆ ถ้าพี่ได้เรียนสูง ๆ น้อง ๆ ก็จะเห็นตัวอย่างที่ดี” พี่สาวคนโตของฉันเอ็นทรานส์ได้ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเรื่องตื่นเต้นดีใจในครอบครัวมาก และพวกเราทุกคนก็ได้เรียนดี ๆ ตามที่พ่อหวังไว้

“วันที่ไปมอบตัวพี่เขา ในห้องประชุมผู้ปกครองมีพ่อกับจ่าตำรวจคนหนึ่งที่มียศเล็ก ๆ นอกนั้นเขาใหญ่โตกันทั้งนั้น พ่อเป็นแค่สิบเอกแต่สามารถส่งลูกเรียนมหา’ลัยได้ พ่อกำเงิน 6,000 บาทจากเวียดนามไว้แน่น เป็นเงินจำนวนมากที่สุดที่พ่อเคยได้ เงินนี้เป็นค่าเทอม ค่าเสื้อผ้า ค่าจักรยานและจิปาถะ พ่อกับแม่จะเหนื่อยแค่ไหน ก็ต้องให้ลูกได้เรียน เราเรียนมาน้อย ยศก็แค่นี้ ถ้าไม่ให้ลูกเรียนแล้วอนาคตลูกจะเป็นอย่างไร”

ฉันกระพริบตาถี่ๆ เพื่อดันให้น้ำใสๆ ที่จะหยาดลงมากลับเข้าไปในตา ฉันไม่เคยรู้เลยว่า ทหารยศเล็ก ๆ คนนี้กับแม่ผู้เป็นแม่ค้าส้มตำ จะวางแผนให้ลูกทั้ง 6 คนได้ดีถึงเพียงนี้ พ่อผู้ชนะการคำนวณวิถีกระสุนปืนใหญ่  ผู้ชำนาญด้านแผนที่ทหาร จะคำนวณวิถีทางการเติบใหญ่ และกำหนดทิศทางวางแผนที่ชีวิตให้ลูกทั้ง 6 ได้อย่างแม่นยำ  ไม่หลงทาง ไม่พลาดเป้าเลยจริง ๆ …

วิทยากรพินิจ

จากลูกที่ทราบเพียงแต่ว่าพ่อเป็นทหารเป็นคนเงียบขรึม และเคร่งครัดในเรื่องการตรงต่อเวลา นำพาไปสู่การพูดคุยและสัมภาษณ์เรื่องราวในชีวิตของพ่อโดยละเอียดจนทำให้ทราบว่าพ่อเป็นชายผู้คำนวณวิถีชีวิตได้อย่างแม่นยำ เพราะพ่อเป็นทหารนักคำนวณวิธีกระสุนรุ่นใหญ่และมีประสบการณ์เข้าร่วมสงครามเวียดนามอันถือเป็นวิชาชีพทหารที่เลี้ยงเธอและครอบครัวได้อย่างมั่นคง

แม้พ่อจะเป็นคนเงียบขรึมแต่ผู้เขียนสามารถสัมภาษณ์ในรายละเอียด อันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยของชีวิตทหารในสงครามเวียดนามได้อย่างน่าสนุกสนานและน่าสนใจ เช่นอาหารกระป๋องที่รัฐบาลอเมริกันสมัยประธานาธิบดีลินดอน Johnson ส่งมาให้ทหารจีไอกินเป็นประจำคือแฮมและฮอทดอก จนถูกล้อเลียนว่าเป็นจู๋ Johnson

           ธีรภาพ โลหิตกุล