สงครามเวียดนามเป็นบันทึกหน้าหนึ่งที่กองทัพบกส่งทหารไทยไปช่วยพันธมิตรรบในสมรภูมิเวียดนามเป็นสงครามที่อเมริกาไม่อยากจดจำ แต่สำหรับครอบครัวของเรามันคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญและทุกคนในครอบครัวจะไม่มีวันลืม

เรื่อง : นาฏอนงค์ บ้านจัน

ภาพ : ธีรภาพ โลหิตกุล

พ่อไปรบที่เวียดนาม ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ.2514 คือวันที่พ่อเดินทางไปรบที่เวียดนาม ฉันยังเด็กอยู่มากจำอะไรไม่ได้ แม่เล่าให้ฟังในภายหลังว่า พวกเราซึ่งหมายถึง แม่และลูก ๆ ทั้ง 6 คน ยาย ปู่และอาหญิง รวม 10 ชีวิต นั่งแท็กซี่ 2 คันจากบ้านอามุ่งตรงไปที่วัดพระแก้ว กองทัพบกได้จัดพิธีให้เหล่าทหารกล้าที่ได้รับคำสั่งไปรบที่เวียดนาม ได้ไหว้ขอพรจากพระแก้วมรกตก่อนเดินทาง  ซึ่งพวกเราไปดักรอพ่อที่นั้น  

การจราจรในปี พ.ศ.2514 แม้รถจะไม่หนาแน่นเช่นในวันนี้ แต่ก็ติดขัดพอสมควร ประกอบกับบ้านอาอยู่ไกลถึงบางซื่อ ทำให้พวกเราไปไม่ทันเจอพ่อที่วัดพระแก้ว รถทหารได้เดินทางไปที่สนามบินกองทัพอากาศ (บ.น 6) แล้ว แม่เสียใจที่จะไม่ได้เจอพ่อก่อนที่จะไปไกลถึงเวียดนาม อาจึงให้รถแท็กซี่ไปส่งพวกเราที่กองทัพอากาศ ด้วยแน่ใจว่าอาเขยที่เป็นทหารอากาศ จะสามารถพาพ่อออกมาหาพวกเราได้ 

อาเขยให้พวกเรารออยู่ร่มไม้ติดกับถนนสายเล็ก ๆ ในกองทัพ พวกลูกที่ยังเล็กอยู่วิ่งเล่นกันโดยไม่รู้ว่า พ่อจะต้องไปรบ ความเป็นเด็กทำให้เราไม่กังวล ไม่ร้องไห้เมื่ออาเขยพาพ่อออกมาเจอพวกเรา

ฝึกฝนอย่างหนักก่อนเดินทาง พ่อได้ไปฝึกวิชาทหารต่าง ๆ ที่ค่ายทหารกาญจนบุรี (ปัจจุบันคือค่ายสุรสีห์) เป็นเวลา 6 เดือน วิชาที่สำคัญสำหรับพ่อ ซึ่งจะทำหน้าที่เจ้าหน้าที่คำนวณการยิงปืนใหญ่ก็คือ วิชาแผนที่ การคำนวณวิถีกระสุน การคำนวณน้ำหนักดินปืน การใช้อาวุธนานาชนิด ตลอดจนการป้องกันก๊าซพิษและอาวุธเคมีต่าง ๆ  ซึ่งพ่อก็เคยถูกโจมตีด้วยก๊าซพิษครั้งหนึ่ง แสดงว่าทั้งฝ่ายสหรัฐและเวียดนามใช้อาวุธเคมีด้วยกันทั้งคู่อย่างไม่ต้องสงสัย

การคำนวณวิถีกระสุนเป็นหัวใจของการยิงปืนใหญ่นั้น ซึ่งเป็นอาวุธหลักของการสู้รบระยะไกลที่มีประสิทธิภาพ เมื่อมีการโจมตีเกิดขึ้น จะมีการแจ้งข่าวทางวิทยุ ขอให้ยิงสนับสนุนไปยังเป้าหมาย ซึ่งผู้แจ้งข่าวจะต้องบอกที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พ่อจะเอาแผนที่ที่มีความละเอียดสูงมากำหนดว่าเหตุการณ์เกิดที่ไหน ปักหมุดลงในแผนที่ คำนวณระยะทางจากจุดตั้งปืนใหญ่ไปยังจุดที่ปักหมุด ในขั้นตอนนี้จะมีเจ้าหน้าที่ที่เรียกว่า 

“ เจ้าหน้าที่ทางระดับ” ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า Fan มาวัดระยะทางในแผนที่ ได้ตัวเลขเท่าไหร่ก็ตะโกนบอกพ่อ พ่อก็จะคำนวณว่าเป็นระยะทางจริงเท่าไหร่และหาพิกัด เพื่อคำนวณวิถีกระสุนว่าต้องยิงไปในทิศทางใด ต้องหมุนปืนใหญ่ให้เงยขึ้นกี่องศา (เรียกว่ามุมทิศ) ซึ่งในการหมุนให้ปืนใหญ่เงยขึ้นนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ อีกคนมาทำงานนี้ เรียกว่า “เจ้าหน้าที่ทางสูง”  พอได้ระยะและมุมที่ถูกต้องรวมทั้งน้ำหนักดินปืนที่เหมาะสมแล้วจึงสั่งยิง การคำนวณนั้นย่อมมีการคลาดเคลื่อนได้บ้าง แต่ต้องไม่เกิน 1 มิลเลียม คือ 1 องศามี 3 มิเลียม  ถ้าคลาดเลื่อน 2, มิลเลียมถือว่าหยาบ  ถ้าคลาดเคลื่อน 3 มิลเลียมคือใช้ไม่ได้ 

การฝึกที่กาญจนบุรีนั้นมีการทดสอบก่อนจบหลักสูตร  โดยจำลองสถานการณ์ว่าถูกโจมตีจะต้องปฏิบัติอะไรบ้าง  พ่อคำนวณหาระยะทาง หาวิถีกระสุน ซึ่งต้องถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว ผลการทดสอบปรากฏว่าพ่อคำนวณได้ถูกต้องชนะเลิศ คือถูกโจมตีจริงก็จะยิงต่อสู้ได้ถูกต้อง ไม่สูญเสีย ได้กลับบ้านกันทุกคน พ่อบอกว่าผู้บังคับการกองพันพอใจในการทำงานของพ่อมาก ถึงกับขอดูตัวและประกาศต่อผู้เข้ารับการฝึกทั้งหมดว่า พ่อคือเจ้าหน้าที่คำนวณที่เก่งที่สุด 

“พ่อขนลุกซู่ ไม่นึกว่าเขาจะให้เกียรติเรามากขนาดนี้ เราก็เป็นแค่ทหารเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น”  น่าเสียดายที่ DNA การคำนวณของพ่อไม่ตกทอดมาถึงฉันเลย หรือฉันอาจได้รับยีนส์ด้อยมากระมัง  ฉันถามพ่อว่าใช้อุปกรณ์อะไรในการคำนวณ มีเครื่องคิดเลขไหม พ่อหัวเราะแล้วบอกว่าสมัยนั้นไม่มีเครื่องคิดเลข มีแต่สไลด์รูลเท่านั้น ฉันไม่รู้จักสไลด์รูลที่พ่อพูดถึง

สไลด์รูล(Slide rule)หรือไม้บรรทัดคำนวณ เทียบได้กับคอมพิวเตอร์ยุคแรกเริ่ม หรือจะบอกว่าสไลด์รูลคือคอมพิวเตอร์อนาลอกก็ได้ ตัวไม้บรรทัดประกอบด้วยแถบปรับได้ 3 แถบ และมีช่องที่เลื่อนได้ 1 ช่องเรียกว่า “เคอร์เซอร์”(cursor) ใช้ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ระดับสูง  สำหรับวิศวกร สถาปนิก รวมถึงใช้ในการทหารแบบพ่อด้วย

เวียดนามการรบในแดนอื่นเพื่อพันธมิตร ฉันเคยถามพ่อเมื่อโตขึ้นว่า ทำไมทหารไทยต้องไปรบที่เวียดนาม พ่อบอกว่าเราเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา จึงต้องส่งทหารไปช่วยรบ นั่นคือเหตุผลที่พ่อได้ยินได้ฟังมา แต่ความจริงเป็นเช่นไร ฉันว่าในเวลานี้ทุกคนคงเข้าใจแล้ว

การส่งทหารไปช่วยรบในปี 2514 รุ่นของพ่อนั้น ใช้ชื่อว่ากองพลเสือดำ (Black Panther Division) เมื่อไปถึงเวียดนาม ช่วงแรกพ่อไปประจำการอยู่ที่ค่ายแบร์แคท อ.ลองถั่น จ.เบียนหว่า ห่างจากไซง่อน(ปัจจุบันคือนครโฮจิมินห์)ประมาณ 40 กิโลเมตร พ่อเป็นเจ้าหน้าที่คำนวณประจำกองบังคับการสอนยิง กองร้อยที่ 3 ป.พล อสส.พัน 2 กองพลทหารอาสาสมัคร

ด้านความเป็นอยู่ที่ค่าย  ช่วงแรกอยู่ที่ค่ายแบร์แคทนั้นไม่ลำบากอะไร เพราะเป็นค่ายใหญ่มีห้องทำงานหอนอน ห้องน้ำ โรงครัว พวกทหารระดับสูงใช้ตู้คอนเทนเนอร์เป็นที่ทำงาน แต่ต่อมาพ่อต้องย้ายจากแบร์แคท ต้องไปขุดบังเกอร์(ภาษาทหารเรียกว่าเบอร์ม)เอง เบอร์มขุดลึกลงไปประมาณ 2 เมตร กว้างยาวประมาณ 10 เมตร หลังคาเป็นเหล็กแผ่นบาง ๆ คล้ายสังกะสีคลุมด้วยกระสอบทราย หรือใช้ดินกลบแทนในบางกรณี ด้านข้างวางกระสอบทรายเป็นแนวป้องกันสูงประมาณเมตรครึ่ง เบอร์มแต่ละหลังแยกประเภทการใช้งานชัดเจน เช่น เบอร์มที่ทำงาน เบอร์มห้องนอน เป็นต้น ซึ่งการขุดดินสร้างเบอร์มนั้น ถือว่าเป็นงานหนักอย่างยิ่ง 

ส่วนอาหารการกิน ทหารแต่ละกองจะได้รับอาหารสดไปประกอบอาหารกันเอง อาหารก็มีมากมายแม้เครื่องปรุงก็ไม่ได้ขาดแคลน โดยเฉพาะอาหารกระป๋อง แฮมและฮอทดอก หรือที่ภาษาทหารเรียกกันว่า “ไอ้จู๋จอห์นสัน” ลินดอน เบนส์ จอห์นสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2506-2512  เป็นผู้สนับสนุนนโยบายการรบของอเมริกาที่เวียดนาม ลาวและกัมพูชา แม้ในช่วงปี 2514 ประธานาธิบดีจอห์นสัน หมดวาระแล้ว แต่ทหารรุ่นพี่ที่ไปรบในต่างแดนก็ได้ทิ้งมรดกชื่อเรียกฮอทดอก ไว้ให้รุ่นน้องได้อย่างประทับใจ

อาหารกระป๋องแฮมและฮอทดอกที่ได้รับแจกมา ทหารไทยกินกันจนเบื่อ จนกินไม่หมด ของใช้อย่างสบู่ แชมพู ผงซักฟอก หรือแม้แต่บุหรี่ก็มีแจกอย่างเหลือเฟือ ในขณะที่คนเวียดนามขาดแคลน จึงมีการแอบนำอาหารและข้าวของหรือแม้แต่ เข็มขัด มีด เหล่านี้ไปขายให้กับสาวเวียดนาม แล้วพวกเธอก็เอาไปขายต่อในตลาดมืด และแม้แต่ให้สามีเธอไปใช้ แน่นอนที่สุดสามีเธอเป็นเวียดกง (Viet Cong) ศัตรูของการสู้รบครั้งนี้  เวียดกงก็คือแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติเวียดนามใต้ เป็นตัวแทนของพรรคคอมมิวนิสต์ในเวียดนามใต้นั่นเอง…

โปรดติดตามตอนต่อไป…