แม่ยอมสละของรักของหวงเพราะแหวนวงนี้เป็นของมีค่าชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่แต่แม่ก็ยอมสละเพื่ออนาคตของลูกๆนิ้วของแม่ว่างเปล่าแลกกับการได้เข้าเรียนของลูกๆพ่อสัญญาว่าจะไถ่ถอนคืนให้แม่แต่จนกระทั่งพ่อจากพวกเราไปด้วยอายุเพียง๔๖ปีฉันไม่เคยเห็นแม่ได้สวมแหวนวงนั้นอีกเลย

เรื่องและภาพโดย : ตุลยา ตัณฑ์กำเนิด

บ้านหลังแรกของแม่ หลังจากที่พ่อ แม่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน พ่อพาแม่มาเช่าอยู่ที่ตึกแถวเก้าห้อง ย่านถนนพระอาทิตย์ ในสมัยนั้นเรียกตึกแดงต้อยตามชื่อของเจ้าของเรือนข้างๆ อาคารนี้เป็นที่ของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อยู่ตรงข้ามกับบ้านพระอาทิตย์หรือวังพระอาทิตย์ เป็นวังเก่าในสมัยรัชกาลที่๑ และเป็นอาคารอนุรักษ์ ปัจจุบันเป็นสำนักงานหนังสือพิมพ์ผู้จัดการบ้านพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร

 ปัจจุบัน เมื่อฉันมีโอกาสผ่านไปยังถนนพระอาทิตย์ ฉันยังรำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ที่มักจะหนีแม่แอบเข้าไปเล่นในวังพระอาทิตย์ สิ่งที่โปรดปรานของเด็กๆในยุคนั้นคือว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และที่เห็นเป็นประจำคือ แม่จะถือไม้เรียวเดินข้ามถนนเพื่อมาตามตัวฉันกลับบ้าน พร้อมสั่งสอนและห้ามปรามเรื่องการซุกซน แล้วก็ถูกตีตามระเบียบ ตีด้วยความรัก เพราะการตีของแม่แต่ละครั้ง จะอบรมสั่งสอนก่อนเป็นนานทุกครั้ง จนบางครั้งฉันนึกค่อนแม่อยู่ในใจ ว่าทำไมไม่ตีเสียทีจะได้จบๆไป มารู้ภายหลังว่าที่แม่ต้องใช้เวลานานในการอบรมเรานั้น ประการแรกให้รู้โทษที่เราทำ จะได้ไม่ทำผิดซ้ำอีกและเพื่อให้แม่ระงับโทสะตนเองเสียก่อน มิเช่นนั้นเราอาจโดนกระหน่ำตีนับครั้งไม่ถ้วน เนื้อเขียวช้ำแน่ๆ

ช่วยกันทำมาหากินพ่อเป็นศิลปินระดับพระเอกหนัง และละคร พบรักกับแม่ในคราวที่เล่นละครการกุศลด้วยกัน เมื่อตกลงปลงใจอยู่ร่วมกัน พ่อผันตนเองมาประกอบอาชีพเป็นผู้อำนวยการสร้างหนัง แต่สมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง บ้านเมืองกำลังฟื้นฟู ผู้คนที่จะออกมาหาความสำราญ ดูหนัง ดูละครค่อนข้างยาก และการที่ต้องเลี้ยงดูปูเสื่อให้นักแสดงที่มาถ่ายหนังมาพักค้างคืนที่บ้านเป็นภาระต้องใช้เงินทั้งนั้น เงินทองที่เพียรเก็บสะสมมาเริ่มร่อยหลอทำให้ต้องล้มเลิกกิจการ พ่อหวนกลับไป รับจ้างเล่นหนัง เล่นละครตามเดิม เพราะอย่างไรก็ไม่ต้องรับผิดชอบต่อลูกน้อง
    

แม่จบพยาบาลผดุงครรภ์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คิดหาทางทำงานเพื่อช่วยฐานะทางครอบครัวอีกแรง โดยเปิดคลินิกผดุงครรภ์ขึ้น ที่ตึกแถวที่ตนอาศัยอยู่และมีทำเลเหมาะ เพราะอยู่ริมถนน การทำคลอดในคลินิกเป็นเรื่องปกติ แม่หาลูกมือมาช่วยในช่วงกลางวัน เช้าไปเย็นกลับ พอได้เวลาปิดทำการผู้ช่วยก็กลับบ้าน แต่ฝนจะตก แดดจะออก คนจะคลอดลูกไม่เลือกเวลา กลางดึกของคืนวันหนึ่ง มีคนมาตะโกนเรียกให้แม่ไปทำคลอดหญิงท้องแก่ ซึ่งมาฝากท้องไว้ที่คลินิกเมื่อสี่เดือนที่แล้ว ด้วยหน้าที่ ผดุงครรภ์ต้องรีบเดินทางพร้อมกระเป๋าคู่ชีพเพื่อไปทำคลอดให้คนไข้ในทันท่วงที สมัยก่อนยังไม่มีรถยนต์ใช้ คงมีแต่รถรางที่แล่นเป็นเวลามืดค่ำหมดเวลาก็หยุดวิ่ง คงเหลือแต่รถลาก ส่วนใหญ่คนลากเป็นกรรมกรชาวจีนที่อพยพมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ ยังพูดภาษาไทยฟังไม่ค่อยรู้เรื่องต้องใช้ภาษามือกัน 
             

แม่จำเป็นต้องเดินทางด้วยรถลาก หากเป็นเวลากลางวันมีผู้คนบนท้องถนนก็พอได้อุ่นใจ แต่ในยามวิกาล ความมืดและหนทางที่ต้องเข้าตรอกซอกซอย เป็นเรื่องที่น่าวิตก ยิ่งเมื่อคนลากรถ ลากรถไปหันหลังกลับมามองแม่ทำให้แม่เกิดอาการหวั่นวิตกมาก หากคนลากรถเกิดคิดไม่ดีขึ้นมา จึงกลับมาปรึกษากับพ่อ พ่อรู้สึกเป็นห่วงในความปลอดภัยของแม่ ครั้นจะติดตามไปด้วยทุกครั้งก็ไม่ได้ เนื่องจากบางครั้งพ่อต้องไปถ่ายหนังเลิกจากโรงถ่ายกลับบ้านไม่เป็นเวลา บางครั้งต้องออกไปต่างจังหวัด จึงเป็นเหตุให้ต้องปิดกิจการลง 

ฐานะครอบครัวเริ่มไม่ค่อยดีเท่าที่ควร มีผู้หวังดีแอบนำความไปบอกเล่าให้คุณยายรับรู้ ท่านจึงหาทางอ้อนวอนคุณตาให้แบ่งที่ดินริมน้ำคลองชักพระที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านท่าน ให้แม่ปลูกเรือนอยู่เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียค่าเช่าและได้อยู่ใกล้หูใกล้ตาท่าน ด้วยความรักและห่วงใยในอนาคตของลูกๆ แม่จึงตัดสินใจรวบรวมเงินที่พอมีอยู่นำมาปลูกเรือนไม้ริมน้ำ แต่ภายหลังทราบมาว่าคุณยายมักแอบนำเงินมาช่วยแม่อยู่เสมอ ๆ ด้วยความเป็นห่วงเกรงลูกและหลานๆจะลำบาก


เมื่อได้มาอยู่บ้านที่สำเหร่ ไม่นาน พ่อกับแม่พาพวกเราสามคนไปเข้าโรงเรียนคาทอลิกแห่งหนึ่งย่านกุฎีจีน ด้วยเหตุที่บ้านอยู่ใกล้และเดินทางไปโรงเรียนสะดวก วันนั้นเป็นวันที่ฉันไม่เคยลืมเลย ภายในห้องธุรการของโรงเรียน ฉันเห็นพ่อกับแม่คุยกันสักพักด้วยสีหน้าเครียด และเห็นแม่ค่อย ๆ ถอดแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายให้พ่อ พ่อเดินหายออกจากโรงเรียนสักพักใหญ่ ก็กลับเข้ามาพร้อมส่งเงินและกระดาษที่มีตัวหนังสือภาษาจีนสีแดงให้แม่ มาทราบภายหลังว่าทางโรงเรียนเรียกเก็บเงินกินเปล่า คนละ ๒,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๖,๐๐๐ บาท ซึ่งในสมัยนั้น ปี ๒๕๐๐ เป็นเงินค่อนข้างมากพอสมควร ความที่อยากให้ลูกได้รับการศึกษาที่ดี แม่ยอมสละของรักของหวงเพราะแหวนวงนี้เป็นของมีค่าชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่ แต่แม่ก็ยอมสละเพื่ออนาคตของลูกๆ นิ้วของแม่ว่างเปล่าแลกกับการได้เข้าเรียนของลูก ๆ พ่อสัญญาว่าจะไถ่ถอนคืนให้แม่ แต่จนกระทั่งพ่อได้จากพวกเราไปด้วยอายุเพียง ๔๖ ปี ฉันไม่เคยเห็นแม่ได้สวมแหวนวงนั้นอีกเลย

แม่กลายเป็นหญิงหม้าย ที่ต้องรับภาระเลี้ยงลูกๆเพียงลำพังถึงเจ็ดคน ตั้งแต่อายุไม่ถึง ๕๐ ปี แต่แม่ก็ต่อสู้ดิ้นรน เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ส่งเสียลูกๆขึ้นฝั่งให้รอดปลอดภัยได้ทุกคนโดยการผันตนเองจากอาชีพพยาบาลผดุงครรภ์ มาเป็นนักพากย์หนังหญิงใช้ชื่อว่า“หทัยทิพย์” ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ นับว่าแม่เป็นผู้หญิงเก่งและแกร่งมาก แม่ครองตัวเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่ยอมแต่งงานใหม่ แม่ได้รับมรดกหลังจากคุณยายเสีย เนื่องจากคุณตาเสียก่อนคุณยาย คุณยายได้เปลี่ยนพินัยกรรมใหม่ โดยระบุให้แม่มีสิทธิ์ได้รับมรดกด้วย แม่ได้แบ่งทรัพย์สินของแม่ที่ได้รับมาจากกองมรดก ครึ่งหนึ่งแบ่งให้ลูกๆทุกคนเท่าๆกัน โดยแม่บอกว่าแม่อยากเห็นลูกทุกคนมีความสุขในขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งค่อยมารับตอนแม่ตายแล้ว
นับว่าแม่เป็นคนที่มีความคิดสมัยใหม่มาก

แม่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในช่วงบั้นปลายของชีวิต แต่ไม่นานมัจจุราชก็มาพรากแม่ไปจากพวกเรา แม่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ เมื่ออายุได้ ๗๒ ปี ลูกๆทุกคนอาลัยรักแม่มาก เพราะเมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่แม่คือศูนย์รวมความรักของพวกเราทุกคน ทุกวันเกิดของลูกๆหลานๆแต่ละคน ซึ่งแม่จะจำได้ทุกคน แม่จะคอยโทรเตือนและตามให้มาทานข้าวพร้อมหน้ากัน เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ๆ แม่ใช้ความรักแก้ปัญหา และใช้รักเป็นตัวตั้งโอบล้อมพวกเราเอาไว้ให้รักกัน ลูก ๆ ทุกคนยังคงถือเป็นประเพณี รวมตัวกันทุกครั้งเมื่อมีโอกาสนัดทานข้าวกันระหว่างพี่ ๆ น้อง ๆ

ถึงแม่จะจากไปก็จากไปแต่ร่าง แต่ความรัก ความห่วงใย ความเอาใจใส่ ความดีงามทุกการกระทำของแม่ ยังประทับอยู่ในใจของลูกทุกคนตลอดกาลไม่เคยลบเลือนไปจากใจ  รัก คิดถึงแม่ทุก ๆ วัน เคยบอกกับน้องๆว่า เกิดชาติหน้า ชาติไหน จะไม่ขอเกิดเป็นลูกของแม่อีกแล้ว  แต่อยากขอเกิดเป็นแม่ของแม่ เพื่อตอบแทนบุญคุณที่ไม่อาจทดแทนท่านในชาตินี้ได้หมด
…………………………………………

วิทยากรพินิจ

สะท้อนภาพแม่ ผู้หญิงที่เด็ดเดี่ยว ทระนง มีวิธีการจัดการปัญหาที่เฉียบคม ชาญฉลาด  เข้มแข็ง ขยันทำมาหากิน  ชอบที่แม่ย้อนเกล็ดสามีเรื่องบ้านอย่างเหนือชั้น เฉียบจริง ๆ และฉากที่ต้องนำแหวนไปจำนำ  ยอมเสียของรักที่มีค่าทางใจ แลกกับอนาคตทางการศึกษาของลูก  เมื่อสามียังอยู่ เธอเป็นหลักให้กับลูก ๆ  และเมื่อสามีจากไป ในวัยไม่ถึง ๕๐ ปี  เธอกลายเป็นหม้ายที่ต้องประคองนาวาชีวิตลูกทั้ง ๗ คนมาเพียงลำพังจนลูก ๆ ประสบความสำเร็จ  อ่านจบแล้วทำให้ผู้อ่านมีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต

อรสม สุทธิสาคร