เรื่องและภาพ :อุษาญาดา

บ้านดินหลังนั้นสีเหลือง ปู่เป็นฮากกาจากดินแดนไกลโพ้น ปู่เป็นชาวฮากกาหรือแคะในภาษาไทย คำนี้มาจากภาษาจีนแต้จิ๋วที่ออกเสียงว่า “แขะแก”หรือ”แคะนั้ง” เพราะจีนแต้จิ๋วเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ที่สุดในสยาม ภาษาจีนแต้จิ๋วจึงมีอิทธิพลในการถ่ายทอดวัฒนธรรมและภาษาสู่สังคมไทย ภาษาจีนกลางเรียกชาวฮากกาว่า “เค่อเจีย” มีความหมายว่า ผู้มาเยือน ในภาษาจีนแคะเองเรียกว่า “ขักก๊าหรือ ฮากกา”

ชาวฮากกาเป็นกลุ่มชาวจีนฮั่นกลุ่มหนึ่ง กล่าวกันว่าบรรพบุรุษมีต้นกำเนิดบริเวณมณฑลเหอหนานและซานซีทางตอนเหนือของจีน เมื่อราว ๒,๗๐๐ ปีที่แล้ว อพยพลงใต้ไปยังที่ต่าง ๆ ในจีนแผ่นดินใหญ่ห้าช่วง เนื่องจากความไม่สงบทางสังคมและการรุกรานของผู้ยึดครองชาวต่างชาติ ครั้งแรกตั้งแต่ปลายสมัยราชวงศ์จิ้น(ค.ศ.๒๖๕-๔๒๐) ซึ่งเป็นยุคสืบต่อจากราชวงศ์สามก๊ก ช่วงที่สองยุคปลายราชวงศ์ถัง ช่วงที่สามปลายราชวงศ์ซ่งถูกมองโกลยึดครอง ช่วงที่สี่ปลายราชวงศ์หมิงถูกชาวแมนจูโค่นล้ม และช่วงสุดท้ายปลายราชวงศ์ชิง เมื่อฮากกาเป็นกบฏ เรียกว่า “กบฏไท่ผิง” เกิดจากความไม่พอใจการคุกคามของตะวันตกและความไม่พอใจต่อการปกครองของราชวงศ์ชิงภายใต้หลักลัทธิขงจื้อ สามารถยึดเมืองต่าง ๆ ของราชวงศ์ชิงได้สำเร็จ จนตั้งเมืองหลวงของตนได้ที่หนานจิง (นานกิง) แต่เกิดความแตกแยกในหมู่แกนนำขึ้นทำให้ต้องสูญเสียผู้นำหลายคนที่มีความสามารถ กองทัพของราชวงศ์ชิงรุกคืบตีคืนได้ หลังจากนั้นพวกกบฏหนีไปคนละทิศคนละทาง เป็นการอพยพครั้งใหญ่รอบสุดท้าย เจ้าถิ่นเดิมในจีนจึงเรียกว่าผู้มาเยือนหรืออาคันตุกะว่าฮากกา

ชาวฮากกามักรวมตัวกันอยู่ตามภูเขาที่ไกลจากผู้คนดั้งเดิม ชาวฮากกาเองยังแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือแคะลึกและแคะตื้น ตามสำเนียงการออกเสียงที่มีความต่างกัน  “แคะตื้นคือป้านซานเค่อหรือ ป้านซานคากแปลตรงตัวว่า แคะครึ่งเขา คือชาวแคะที่อยู่แค่ครึ่งภูเขา ไม่เหมือนจีนแคะอื่นที่อยู่กับภูเขาจริง ๆ”(คือฮากกาคือจีนแคะ วรศักดิ์ มหัทธโนบล หน้า ๖๓)

ปู่มาจากหมู่บ้านเหมยเต๋อเซียง อำเภอเจียหยางในภาษาจีนกลาง หรือเกียดหยองในภาษาจีนแคะ อยู่มณฑลกวางตุ้ง ปู่เดินทางมาทางเรือถึงสยามในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อตอนปู่อายุ ๒๐ ปี  มากับเพื่อนแซ่เดียวกัน ไปด้วยกันทุกแห่ง ตราบจนบ้านหลังสุดท้ายของปู่ก็ยังปลูกใกล้ ๆ กัน ฉันเคยถามแม่

“ทำไมอากุ๊งไม่ไปอยู่ที่เยาวราช ที่นั่นมีแต่คนจีนรวย ๆ จะได้ไม่ลำบากแบบนี้” แม่อธิบายว่า “สมัยก่อนจะตาม ๆ กันมา ใครมีคนรู้จักอยู่ที่ไหนก็จะชักชวนกันไปที่นั่น” นับเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวจีนแคะ มักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและอยู่รวมตัวกันอย่างเด่นชัด ชาวจีน-แคะอพยพมาจากเมืองจีน ลงเรือที่ท่าเรือซัวเถาพร้อมชาวแต้จิ๋ว ชาวจีนแต้จิ๋วมักขึ้นฝั่งที่บางกอก ชาวจีนแคะส่วนหนึ่งจะไปขึ้นฝั่งที่แม่น้ำท่าจีน จ.สมุทรสาคร เพื่อจะเดินทางต่อไปบ้านห้วยกระบอก จ.ราชบุรี

มีชาวจีนแคะรุ่นบุกเบิกมาอยู่ที่นั่น ถางป่า ทำไร่ใบยาสูบ ไร่อ้อยและปลูกผัก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ พ.ศ.๒๔๐๒ ชาวจีนแคะรุ่นต่อ ๆ มาก็มักเดินทางมาเส้นทางนี้เพื่อมาพึ่งบารมีหลวงสิทธิเทพกร (พ.ศ.๒๔๔๗-๒๕๐๒) มีเชื้อสายจีนแคะ เป็นคหบดีและนายอากรสมัยรัชกาลที่ ๕-๖ อำนวยความสะดวกและให้คำแนะนำผู้มาใหม่ ชาวจีนที่เข้ามาต้องมาติดต่อด้านเอกสารที่สำนักงานเก่าและเป็นบ้านเก่าของหลวงสิทธิเทพกร ต้นตระกูลวังตาลผู้บุกเบิกสร้างตลาดห้วยกระบอก เป็นชุมชนที่มีชาวจีนแคะอยู่มาก ปู่ก็คงเดินทางมาเส้นทางนี้

แม่เคยเล่าว่า ตอนปู่เข้ามาเมืองไทยใหม่ ๆ ปู่ต้องเป็นกุลีขุดดินขุดคลองอยู่ห้าปีให้หลวง ในจังหวัดราชบุรีมีคลองสำคัญทางประวัติศาสตร์คือคลองราชดำเนิน เป็นคลองที่ขุดตรงและยาวที่สุด รัชกาลที่๔ ทรงมีพระราชดำริว่า หากมีคลองเชื่อมระหว่างกรุงเทพฯ สมุทรสงครามและราชบุรี การสัญจรจะสะดวก โดยใช้แม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำท่าจีนเป็นสื่อกลางในการขุดคลองเชื่อมและรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทานนามว่า “คลองดำเนินสะดวก” ตลอดความยาวของคลองจะมีเสาหินแกรนิตปักไว้ที่พื้นดิน ๙ หลัก ตั้งแต่หลักที่ ๐ ถึง ๘ มีตัวอักษรภาษาไทย โรมันและจีน การขุดคลองครั้งนั้นได้ว่าจ้างแรงงานชาวจีนโพ้นทะเลเพิ่งมาสยามเป็นส่วนใหญ่ใช้เวลาสองปี เสร็จสิ้นในปี พ.ศ.๒๔๑๑ แต่ปู่เข้ามาเมืองไทยในปี พ.ศ. ๒๔๖๖

แม้ปู่จะไม่ได้เข้ามาในสยามช่วงที่มีการขุดคลอง แต่หลังการขุดคลองดำเนินสะดวกเสร็จ มีการขุดคลองซอยเชื่อมต่อกับคลองดำเนินสะดวกมากกว่าสองร้อยคลอง เพื่อความสะดวกในการสัญจรของเจ้านายชั้นผู้ใหญ่และผู้คนจำนวนมากที่เข้ามาจับจองที่ดิน ปู่ได้ใช้หยาดเหงื่อแรงกายแลกเงินด้วยการรับจ้างหาบน้ำ ขุดดิน ขุดคลองอยู่ที่ใดที่หนึ่ง แม้มิใช่คลองสายหลักดำเนินสะดวกซึ่งเป็นหนึ่งในการปฏิรูปสยามอย่างต่อเนื่อง จากรัชกาลที่๔ ถึงรัชการที่ ๕ ทำให้อังกฤษกับฝรั่งเศสยอมลงนามในสนธิสัญญาประกันความเป็นกลางของสยามในปี ๒๔๓๙(อ.ธีรภาพ โลหิตกุล ในสารคดี ท่องวิถีดำเนินชวนเพลิน (และขนลุก) ที่หลักหก คอลัมน์  “เรื่องเล่าวันวาน” นิตยสารอนุรักษ์)

อาคนที่สี่เล่าว่า ปู่เริ่มมีที่ดินทำกินเป็นของตัวเองที่บ้านกรับใหญ่ จ.ราชบุรี ทำนาและไร่ใบยาสูบ แต่การปลูกยาสูบจะทำให้ที่ดินจืดและเสื่อมโทรม จึงต้องมีการย้ายไปทำที่อื่น ปู่ยังคงเป็นฮากกาผู้เคลื่อนย้ายหนีทั้งภัยน้ำท่วมและภัยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อญี่ปุ่นบุกมา จ.ราชบุรีและกาญจนบุรี ปู่ถางป่าลงหลักปักฐานครั้งสุดท้ายที่บ้านหนองหมัน ต.บ่อสุพรรณ จ.สุพรรณบุรี ที่นี่น้ำไม่ท่วมเหมือนที่ห้วยกระบอก  ยังทำไร่ใบยาสูบอีกหกปี ยาสูบเป็นพืชไร่อายุสั้น แต่ทุกขั้นตอนต้องใช้แรงงานคน ต้องทำงานทุกวันไม่มีวันหยุด แม้กระทั่งตอนฝนตก

แม่เคยพูดถึงสมัยยังทำไร่ใบยาสูบ ทุกคนมีความเหนื่อยยากลำบากกายมาก อาคนที่สี่เล่าว่า ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้า บางช่วงต้องทำงานทั้งวันทั้งคืน เตรียมไถพรวนดิน ทำร่องยาคือการทำร่องดินกว้างหนึ่งเมตร ยาวสิบวา มีคันกั้นน้ำ เพาะต้นกล้าแล้วย้ายมาปลูก การเก็บใบยาเมื่ออายุหกสิบวัน นำมาหั่นให้เป็นเส้นขนาดเท่าเส้นผม แล้วเรียงเพื่อจะนำไปตากแดดสิบห้าถึงยี่สิบวัน การบ่มใบยา การนำมาพับให้ได้ขนาด ทำตอนกลางคืนจนสว่าง พ่อต้องม้วนยาจนหลังโกง ทำงานทั้งคืนจนหลับคางาน  โชคดีที่ปู่เปลี่ยนมาปลูกอ้อย ฐานะความเป็นอยู่จึงดีขึ้นกว่าเดิม

จำได้ว่าสมัยเด็ก ๆ ข้าวต้มบ้านปู่จะหุงผสมหัวเผือกหัวมันด้วย ไม่ใช่ข้าวสารล้วน ๆ แต่ปู่ไม่เคยตระหนี่เรื่องอาหารการกิน ปู่เป็นคนไปจ่ายตลาดเอง ลูกหลานของปู่ทุกคนต้องกินอิ่มท้อง ไม่ต้องอดอยากเหมือนปู่กับย่าพานพบมา ถ้าปู่เข้ากรุงเทพฯเพื่อไปเยี่ยมหลานชาย ลูกพี่สาวของปู่ที่เมืองจีนและลูกสาวตนโตของปู่ มีครอบครัวอยู่ที่คลองเตย ขากลับปู่จะหิ้วขนมปังแถวมา พวกเรากินขนมปังเปล่า ๆ แบบนั้นด้วยความเอร็ดอร่อย ทั้งที่ไม่มีแยมหรือเนย ปู่ฉลาดและรอบคอบ สามารถหาของฝากทั้งราคาถูก มีน้ำหนักเบาและสามารถแบ่งปันทุกคนอย่างทั่วถึง

ปู่เคยเดินทางกลับไปเมืองจีนเพื่อเยี่ยมญาติ แต่ละครั้งปู่เตรียมข้าวของและเงินทองไปฝาก ขากลับปู่ไม่มีแม้กระทั่งเข็มขัดและนาฬิกาข้อมือ เพราะมีคนขอ ปู่ให้ด้วยความเต็มใจ เพราะยังคงนึกถึงความอดอยากและชีวิตทุกข์ยากที่บ้านเกิด แต่ปู่ก็ยังอยากจะกลับไปเยือนบ้านเก่าของปู่ แม้ที่นั่นจะไม่มีพ่อแม่ พี่สาวและน้องชายของปู่อยู่แล้ว แต่ความทรงจำของปู่ยังอยู่ที่นั่นตลอดกาล ปีพ.ศ. ๒๕๔๗ พี่ชายพาอาคนที่สี่ไปเยี่ยมญาติของปู่ ที่เมืองเจียหยางหรือเกียดหยองในภาษาจีนแคะ บ้านของปู่เป็นบ้านดินสีเหลืองชั้นเดียว ปัจจุบันเป็นบ้านอนุรักษ์ไม่มีคนอยู่อาศัย หลานชายเป็นลูกของน้องชายของปู่ เสียชีวิตไปนานแล้วเพราะถูกยิง หลานชายคนโตเสียชีวิตแล้ว เหลือเพียงน้องชายอีกสองคน ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ไม่ไกลจากบ้านเดิมของปู่

ต้นธารแห่งความรักและรอยน้ำตาหน้าม่านโรงงิ้ว ปู่ชื่อนายลุกจุก แซ่ว่อง เกิดปีเถาะเดือน ๑๒ วันที่ ๖ (วันจีน) พ.ศ.๒๔๔๖ ย่าชื่อ นางเหมียวหยอง แซ่จัง เกิดปีมะโรง เดือน ๖ วันที่ ๒๒ (วันจีน) พ.ศ.๒๔๔๕ เมื่อย่าเสียชีวิตแล้วต้องกลับไปใช้นามสกุลเดิมตามธรรมเนียมจีน ย่ากับปู่เติบโตมาด้วยกันในบ้านดินสีเหลืองหลังนั้น เรื่องเล่าเกี่ยวกับย่าต่างกันมาก บ้างก็ว่า แม่ของปู่ซื้อย่ามาเลี้ยงเป็นคนรับใช้และไม่รัก เมื่อได้เป็นลูกสะใภ้ก็รังแกตามประสาแม่ผัวใจร้าย บางคนเล่าว่า ย่าเป็นลูกคนมีฐานะ แต่ไม่ชอบลูกสาวเลยยกให้คนอื่น ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร พรหมได้ลิขิตให้ปู่กับย่ามาพบกันตั้งแต่เด็ก ปู่รักย่าและซื่อสัตย์กับย่าตลอดชีวิตของปู่ มีลูกสิบคนเพราะความยากจนข้นแค้นในช่วงต้นของชีวิต ปู่ต้องยกลูกสาวสองคนให้คนอื่น ย่าคงเสียใจมากเพราะย่าก็เป็นลูกที่ถูกยกให้ครอบครัวอื่นเลี้ยง ฉันถามญาติผู้ใหญ่ว่า “ทำไมต้องยกให้คนอื่น”

ทุกคนตอบเหมือนกันว่า “เพราะสมัยก่อนยากจนมาก” เพราะเหตุนี้หรือเปล่า ย่าถึงเงียบขรึมและพูดน้อย ย่ามักนอนตะแคงหันหน้ามองออกไปไกล ๆ ย่าคงเศร้าไม่เคยหาย ลูกสาวสองคนที่ถูกพรากไปจากอก คนหนึ่งตายตั้งแต่เด็กและอีกคนไม่เคยหวนกลับมาอีก  ความรู้สึกชอกช้ำเวียนมาซ้ำรอยเดิมอีก

ชีวิตที่ถูกผู้อื่นกำหนดให้ตั้งแต่เกิด ‘ย่ามีความสุขบ้างหรือเปล่า’   ฉันเพิ่งจะรู้ว่า ปู่รักย่ามากมายเพียงไหน เมื่อวันไปดูงิ้วกับปู่ที่ศาลเจ้าครั้งกระโน้น ปู่จะอธิบายให้ฟังด้วยภาษาจีนแคะสั้น ๆ ง่าย ๆ  เพราะงิ้วทั้งพูดและร้องเป็นคำกลอนให้เข้ากับท่วงทำนองของดนตรี งิ้วถือเป็นศิลปะชั้นสูงของจีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ้อง(ค.ศ.๑๑๗๙-๑๒๗๖) ไม่เพียงบทร้องและบทเจรจา งิ้วยังแสดงออกทางดวงตามาก จึงต้องเน้นการแต่งแต้มดวงตาให้คมชัด รวมถึงการสื่อด้วยภาษากายทั้งมือและนิ้ว ท่วงท่าการเคลื่อนไหวของร่างกายและย่างก้าว การเดิน การวิ่ง มีหลักการแสดงท่าทางต่าง ๆ ตามแบบแผนและมีขั้นตอน งิ้วจึงเป็นนาฏยภาษา เป็นศิลปะแขนงโบราณหนึ่งเดียวที่ทั้งร้องและร่ายรำในเวลาเดียวกัน  สีสันของการแต่งหน้าของงิ้วจะบ่งบอกถึงบุคลิกและอุปนิสัยตัวละคร ใบหน้าสีขาวแสดงถึงความโหดร้ายเย็นชา ใบหน้าสีแดงแสดงถึงความจงรักภักดี

เสียงโหมโรงด้วยเครื่องดนตรีดีดสีตีเป่า ฆ้อง ฉิ่ง ฉาบและกลองระรัวดัง เมื่อหญิงชราสวมชุดคลุมมีลายปักที่ปก ผมสีเทาเกล้ามวยไว้ที่กระหม่อม ดวงตาดุดัน หน้าสีซีดขาวกำลังกราดเกรี้ยว ด่าทอ กรีดนิ้วชี้หน้าผู้เป็นลูกสะใภ้”หากวันนี้ไม่สั่งสอนคงไม่สำนึก” หญิงสาวสวมเสื้อกั๊กยาวกับกระโปรงที่มีผืนผ้าข้างหน้าคาดด้วยผ้าคาดเอวแบบหญิงชาวบ้าน ใบหน้าทาแป้งงิ้วสีแดง นางสะบัดชายแขนเสื้อสีขาวขึ้นซับน้ำตา ร่างบางเซถลาล้มลงเมื่อถูกหญิงชราตรงเข้าทุบตีแล้วเดินเข้าโรงไป เสียงเครื่องสายบรรเลงขิม ซอและขลุ่ยอย่างอ้อยสร้อย เสียงเล็กแหลมกรีดร้องโหยไห้ ปลายชายแขนเสื้อสีขาวสะบัดลอยขึ้นลงตามท่วงทำนองอันแสนโศก คร่ำครวญรำพันถึงความทุกข์ตรมขมใจ

…ทำฟ้าร้องไห้ เพื่อหวังฝนตก เล่นละครแกล้งคน ทำให้ใจหมองหม่น เหมือนลูกศรพุ่งทะลุหัวใจข้า ตัวข้าช่างหน้าสงสาร ร้องไห้น้ำตาเป็นสาย พรมหมอนจนชื้น”ฉันได้ยินเสียงของปู่สั่นสะท้านพูดขึ้น “กุ๋นลิ้นเงี้ยไท่แหม่ฉีหลอเงี้ยม่า เชลี้ยงเลี้ยหยิดหย่อง”(เมื่อก่อนทวดรังแกย่าเจ้าแบบนี้) แล้วปู่ก็น้ำตาไหล เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นหยาดน้ำตาของปู่ไหลเป็นทางบนริ้วรอยเหี่ยวย่น  เสียงปู่สั่นเครือปนสะอื้นในลำคอ ไม่เหลือเค้าของปู่ผู้ดุดันคนเก่าเลย  ปู่ถนอมย่า รักย่า ชดเชยให้ย่า ไม่ใช่ด้วยคำพูดแต่ด้วยการกระทำ ที่แท้ปู่เดินทางมาไกลแสนไกลถึงแดนสยามเพื่อจะพาย่ามาให้พ้นจากห้วงทุกข์ยากและความทรมานที่นั่น ทวดไม่ยินดีที่ปู่จะมาเมืองไทย ก่อนมาทวดแช่งปู่ให้เรือล่ม

“หงีคื่อเสียมหลอ ปุ้นไถ่อื๋อซิด”(แกไปเมืองสยาม ขอให้ถูกปลาใหญ่กลางทะเลกิน) ปู่โต้ตอบทวดไปว่า”ไหงคื่อเสียมหลอ ซิดไถ่อื๋อ”(ฉันจะไปเมืองสยาม ไปกินปลาตัวใหญ่)  ปู่ชอบดูงิ้วจึงเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน และซื้อแต่ปลาตัวใหญ่ ๆ มากินเหมือนกับที่เคยพูดกับทวดไว้ ปู่ทระนงและสู้ชีวิต ต่อสู้ทุกความยากลำบากเพื่อคนที่ปู่รัก ปู่ผู้เป็นต้นธารแห่งความรักของพวกเราอย่างแท้จริง

………………………………………..

ผู้เขียน อุษาญาดา (เพ็ญรุ่ง ฮอมมะ) rung_phenrung@yahoo.com
อ้างอิงใช้ประกอบการเขียน หนังสือคือ”ฮากกา” คือ”จีนแคะ” อ.วรศักดิ์ มหันธโนบล     แคะ-วิกิพีเดีย
ฮากกาคืออะไร?ชุมชนชาวฮากกา  hakkapeople.com>node

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคคลในครอบครัวของปู่:นายหลุกและนางกิมแซ่ว่อง บ้านหนองหมัน จังหวัดสุพรรณบุรี,นายวุฒิชัย อารยตานนท์ จังหวัดนนทบุรี  นางสาวทัดพร อารยตานนท์ จังหวัดนนทบุรี,นางชุติมา เซี่ยงว่อง จังหวัดสุพรรณบุรี ,นางพอตา ชยางกูรพงศ์ จังหวัดปทุมธานี ,นางสาวธันยพร พันธ์เรืองวงศ์ จังหวัดกรุงเทพฯ

Spirit 0f Asia บ้านดินจีนแคะสู่จีนสยาม บ้านโป่งครบเครื่อง…ที่ที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จ…รัชกาลที่ ๖ และบ้านเจ้าสัวละครมงกุฏดอกส้ม.
ok nation.nationtv.tv >entry-1
http://www.tonghengtua.com>dumnern ประวัติคลองดำเนินสะดวก-ศาลเจ้าท่งเฮงตั๊ว https//th.wikipedia.org>wiki> คลองดำเนินสะดวก
การวิจัยเชิงชาติพันธุ์จีนฮากกา จีนแคะมีตำนาน ( You Tube)
ตลาดน้ำดำเนินสะดวก Sarah Nakbumrung
พินิจนคร(season2) ตอนราชบุรี2 คลองดำเนินสะดวก
การปลูกยาสูบ sites.google.com
งิ้วไซ้ย่งเฮง เหล่ากงไจ๊เตงกี (You tube)
งิ้วไซ้ย่งเฮง ตังโง้วกุ่งจู้ ๖จบ (You tube)
งิ้ว-วิกิพิเดีย
Beijingopera-rpk.blogspot.com
กบนอกกะลา:งิ้ว นาฏลีลา พญามังกร(You tube)

…………………………………………

วิทยากรพินิจ

เก็บเกรดชีวิตของปู่ได้ดีทำให้ผู้อ่านเห็นตัวตนของปู่หรืออากุ๊ง แล้วยังได้ข้อมูลชาติพันธุ์วิทยาเกี่ยวกับชาวฮักกาอีกด้วย เป็นบันทึกประวัติศาสตร์สังคมว่าด้วยชาวจีนอพยพที่น่าสนใจ เล่าฉากสะเทือนใจ ตอนที่อากุ๊งคิดถึงย่าและความยากลำบากในชีวิต ในขณะนั้นด้วยภาษาสำนวนที่น่าประทับใจ อย่างไรก็ตามน้ำหนักของเรื่องที่ได้ทั้งอรรถรสและความรู้จะอยู่ในตอนท้ายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดการเล่าเรื่องในช่วงแรกราบเรียบขาดจุดดึงดูดให้เกิดความน่าสนใจ ซึ่งอาจแก้ได้ด้วยการเรียงลำดับเรื่องใหม่โดยไม่จำเป็นต้องเราตามเหตุการณ์แบบ 12345

 ธีรภาพ โลหิตกุล