เรื่องและภาพ: อุษา ญาดา

สายลมแห่งโชคชะตาและลมหายใจสุดท้ายของปู่ ภาพที่แจ่มกระจ่างที่สุดของปู่ในความทรงจำของฉันคือชายร่างสูงใหญ่ ผิวคล้ำกร้านแดด เสียงดังเฉียบขาด ดุดันและไม่หล่อ ไม่มีสิ่งไหนชวนรัก แต่ฉันรักปู่ที่สุด ปู่มักจะสวมเสื้อเชิ้ตแขนสั้น กางเกงจีนสีดำ  มีผ้าขาวม้าคาดพุง ทุกคราวที่ได้ยินเสียงรถเครื่องของปู่ ฉันจะวิ่งมายืนรอรับที่หน้าบ้าน ฉันเรียกปู่เป็นภาษาจีนแคะว่า “อากุ๊ง” แล้วจูงมือปู่เดินเข้าบ้าน ปู่จะยิ้มก้มลงมองถามว่า

“ซิดผ่อนหมัง”(กินข้าวหรือยัง) ฉันจะตอบโดยอัตโนมัติ “ซิดแหล่ว” (กินแล้ว)  คนจีนแคะทักทายกันด้วยคำถามนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาไหน ตอนเด็ก ๆ ฉันเคยนึกขัน พอโตขึ้นก็คิดได้ว่า ความสุขของคนยากจนคือได้ “อิ่มท้อง” ปู่จะถามเสมอ “ยิ้วตั๊งหมอ” (มีตังค์ไหม)  ฉันมองเหรียญบาทใหญ่สีเงินที่ปู่ยื่นให้อย่างอาลัย กว่าจะตอบไปว่า “ยิ้ว” (มี) เพราะแม่เคยสอนไว้ “อากุ๊งแก่แล้ว  อย่าไปรับเงินกุ๊ง  อากุ๊งจะได้มีไว้ใช้จ่ายส่วนตัว” 

แม่ให้เงินซื้อขนมแค่สลึงเดียว แต่ปู่ให้ตั้งหนึ่งบาท ใครจะว่าปู่ดุ ปู่ก็ใจดีกับหลาน แม้ฉันจะรู้ว่า ปู่รักลูกชายมากกว่าลูกสาว รักหลานชายมากกว่าหลานสาว ไม่เป็นไร ถ้าปู่จะไม่รักฉัน ฉันจะรักปู่เอง

บ้านของปู่อยู่ในไร่บ้านหนองหมัน ปู่กับลูก ๆ ทำไร่อ้อย พ่อกับแม่แยกบ้านมาอยู่หน้าตลาดใกล้ถนนมาลัยแมน เพื่อค้าขายและดูแลลูก ๆ หลาน ๆ ที่ต้องไปเรียน โรงเรียนอยู่ฝั่งตรงข้ามบ้านแค่ข้ามถนน ไม่ต้องเดินทางลำบากจากบ้านไร่ของปู่ ฉันชอบไปเที่ยวบ้านปู่ที่สุด ถ้าปู่มาซื้อของหรือทำธุระที่ตลาด ขากลับปู่มักจะชวนฉันไปเที่ยวไร่ ครั้งหนึ่งตอนฉันอายุห้าหกขวบนั่งซ้อนรถเครื่องของปู่เข้าไร่ ฉันกอดเอวปู่แน่นอย่างที่แม่เตือน ปู่ขับรถไม่เร็วนัก ผ่านไร่อ้อยสองข้างทาง นานจนเมื่อยแล้วเมื่อยอีก สัปหงกจนปวดคอ ความรู้สึกบางช่วงขาดหายไป รู้ตัวอีกทีปู่กำลังเอาผ้าขาวม้าผูกที่เอวฉันกับปู่ คราวนี้ฉันไม่หลับอีกแล้ว ตื่นด้วยความรู้สึกดีใจ ผ้าขาวม้าของปู่ผูกเราสองคนไว้ด้วยกัน ถ้าปู่ไม่รักฉันก็คงไม่สนใจไยดีฉันแบบนี้ เป็นความทรงจำอันอ่อนหวานที่สุดระหว่างฉันกับปู่ ปู่ผู้ดุอย่างเสือและฉันก็เป็นหลานสาวเสือ

ย่าจากพวกเราไปตั้งแต่ปี ๒๕๒๐ ตอนนั้นย่าอายุ ๗๔ ปี เพราะโรคชราและย่าร่างกายไม่แข็งแรง ผ่านชีวิตตรากตรำมามาก ก่อนย่าจะสิ้นลมย่านอนหายใจรวยรินอยู่สิบสี่วัน โดยไม่ลุกขึ้นมากินอาหารอีก ผู้ใหญ่สวมชุดจีนให้ย่า เป็นชุดที่ใช้ในพิธีกงเต็ก พิธีศพแบบจีน ย่ายังมีลมหายใจแผ่ว ๆ เพื่อรอลูกชายที่จากย่าไปไกลถึงอเมริกาแล้วไม่ได้กลับมาอีก อาคนที่ห้าเรียนเก่งที่สุด อาอยากไปเรียนเมืองนอกและหาหนทางไปจนได้ แต่อาคงลำบากมากเลยเรียนไม่จบ ทำงานแบบโรบินฮู้ดและยังไม่ได้กรีนการ์ด หากอากลับมาเยี่ยมย่าตอนย่าป่วยหนักจะกลับไปที่นั่นไม่ได้อีกและอามีครอบครัวที่นั่นแล้ว เมื่อรู้แน่ว่าอาจะกลับมาไม่ได้ ปู่เป็นคนบอกข่าวเศร้านั้นกับย่า แม้ย่าไม่ได้ลืมตาขึ้นมาอีก ย่าก็ได้ยินสิ่งที่ปู่พูด  “ไม่ต้องรอลูกแล้ว เขากลับมาไม่ได้” 

ย่าสิ้นลมทันที จากไปอย่างสงบหลังจากประโยคนั้น และสิ้นสุดการรอคอยที่ยาวนานและน่าสงสารที่สุด ท่ามกลางความอาลัยรักของปู่และลูกหลาน

อีกสิบสี่ปีต่อมา ถึงวันที่ปู่ป่วยหนักเป็นโรคชราและถุงลมโป่งพอง ปู่และลูก ๆ ทุกคนติดบุหรี่เพราะเคยทำไร่ใบยาสูบมาก่อนหลายปี แต่ปู่เป็นคนแข็งแรงเลยอายุยืนกว่าย่ามาก ปู่ต้องเข้าโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯรักษาตัวอยู่นานหลายวัน ปู่นั่งหลับไม่ยอมล้มตัวลงนอน เพราะปู่กลัวตาย กลัวว่าล้มตัวลงนอนแล้วปู่จะไม่ได้ลุกขึ้นมาอีก อาจเพราะการนอนทำให้ปู่หายใจไม่สะดวกเท่าการนั่ง แต่ปู่แก่เกินกว่าจะนั่งทรมานแบบนั้นถึงเก้าวัน พอเราไปเยี่ยมปู่ก็ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแล้วงอนิ้วเป็นสัญลักษณ์ว่า ปู่คงไม่รอด ปู่น้ำตาคลอ ฉันอยากให้ปู่มีอายุยืนยาวเท่าที่ปู่อยากจะมีลมหายใจอยู่ แต่ไม่มีปาฏิหาริย์ใด ๆ หมอให้ปู่กลับไปรักษาตัวที่บ้าน เพราะเป็นโรคชราไม่อาจรักษาให้ดีขึ้นกว่าที่เป็น ปู่ดูสดชื่นขึ้นทันตา ดีใจที่จะได้กลับบ้าน พวกเราลูกหลานสิบกว่าคนเดินรายล้อมรอบเตียงคนไข้ เพื่อไปส่งปู่ขึ้นรถกลับบ้านไร่ที่สุพรรณบุรี วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่ฉันเห็นปู่ยามยังมีลมหายใจอยู่ วันที่ ๓๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๔ ปู่ก็สิ้นลมอย่างสงบในอาณาจักรของปู่ด้วยวัย ๘๘ปี สายลมแห่งโชคชะตาพาปู่เดินทางมาแสนไกลและยาวนานได้สิ้นสุดลงแล้ว ท่ามกลางความอาลัยรักของพวกเราทุกคน

โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป…