เรื่องและภาพ : ปกาศิต แมนไทยสงค์

  ตี 03.15 นาที รถทัวร์มาถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารประจำจังหวัด บรรยากาศโดยรอบมองเห็นดวงไฟส่องแสงสลัวอยู่หน้าอาคารสูงสองชั้น มันก็เหมือนสถานีขนส่งทุกแห่ง ที่หน้าตาอาคารจะคล้ายคลึง ราวกับแกะมาจากเบ้าหลอมเดียวกัน อาคารฝั่งซ้ายจะมีร้านอาหารตามสั่ง มีคนนั่งสัปหงก เพลงหมอลำส่งเสียงขับกล่อมมาจากที่ไหนสักแห่ง รูป รส กลิ่น เสียง ที่เติมแต่งโชยฟุ้ง ทำให้นักเดินทางอย่างผม ยิ่งกระสันอยากค้นหาถึงต้นสายปลายเหตุ ที่ทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ยอมหักดิบทิ้งบ้านช่องห้องหอแล้วแบกเป้ออกเดินทาง จากต้นทางจังหวัดบุรีรัมย์ ผมลองหันหน้าไปทางทิศใต้ แล้วจินตนาการไปถึงปลายทางจังหวัดสงขลา คาดคะเนคร่าว ๆ ราวหนึ่งพันหกร้อยกิโลเมตร ที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งออกโคจร เพื่อไขว่คว้าหาแสงให้ตัวเอง…

ผมเดินไปหน้าร้านค้าแห่งหนึ่ง แล้วถามหากาแฟร้อน ชายวัยกลางคนเดินโปรยยิ้มถือถ้วยกาแฟร้อนกรุ่น มาวางแหมะตรงหน้า สบตาพลางถาม“เจ้าสิไปไส?” น้ำเสียงแหบพร่า อายุน่าจะเลยวัยกลางคน ผมเผยยิ้มระบายเต็มหน้า นึกสนุกจึงตอบเป็นภาษา-อีสาน
“สิไปบ้านหนองเก้าข่า” อยากจะลงท้ายว่าครับ แต่กังวลสำเนียงจะผิดเพี้ยน เลยหยุดไว้แค่นั้น ได้ยินชายวัยกลางคนงึมงำ ผมฟังไม่ออกหรอกว่าหมายถึงอะไร จึงยิ้มให้ก่อนที่แกจะเดินจากไป เหมือนนึกอะไรได้จึงหยิบขนมปังที่ได้รับแจกบนรถทัวร์ แกะซองแล้วข่มใจทานแกล้มกาแฟ ขนมปังที่แจกบนรถทัวร์ไม่ใช่ของโปรดปราน หาทานอย่างอื่นได้ ก็ไม่อยากแตะเลย ขณะจิบกาแฟก็พยายามประติดประต่อเรื่องราวพ่อทีละนิด จากคนนั้นที จากคนนี้ที คนแรกคือพี่ศักดิ์ ชื่อเต็ม ๆ คือสมศักดิ์ บุตรมาลา ปัจจุบันทำงานเป็นนายร้อยตำรวจสามพราน พี่ศักดิ์น่าจะเป็นญาติสนิทชิดเชื้อ (อายุมากกว่าผม 12 ปี) แม่ของพี่ศักดิ์เป็นน้องสาวของพ่อ (แม่พี่ศักดิ์เสียไปเมื่อหลายปีก่อน) พี่ศักดิ์เล่าว่า  “เท่าที่จำได้ ในจำนวนพี่น้องของพ่อทั้งหมด 6 คน เหลือจริง ๆ ก็คือป้าสงวน แม่ของจันแรมไง” ผมนึกจันแรมออก เพราะเคยเจอกัน จันแรมเป็นช่างไฟ ตอนนี้ดิ้นรนไปทำงานที่เกาหลี ป้าสงวนเป็นน้องคนเล็กสุด

ตอนที่ผมเป็นสามเณร ส่วนพ่อเป็นพระ พ่อเคยพาผมกับพี่ชายขึ้นอีสานครั้งหนึ่ง ตอนนั้นจำได้ว่ามีคนมาห้อมล้อมมากมาย คล้ายมีงานชุมนุม แม้พ่อจะพยายามแนะนำชื่อเสียงเรียงนาม แต่ผมจำใครไม่ได้เลย จำได้แต่ประโยคที่ญาติคนหนึ่งเอ่ยต่อหน้าดัง ๆ
“หลวงพ่อหายไปจากบ้านนานตั้งสามสิบปี !” ผมกับพี่ชายอุทาน
“หา !?!”แทบจะพร้อมกัน
ทุกคนคิดว่าลูกคนที่สองของแม่ตายไปแล้ว เพราะหลวงพ่อไม่ติดต่อกลับมาเลย ทุกปีก็จะทำบุญส่งไปให้ ไม่อยากเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ ฯลฯ วูบหนึ่งคิดถึงประโยคของพี่สมศักดิ์
“ที่เกิดจริง ๆ หลวงพ่อแกเกิดที่บ้านสงแดง อำเภอพุทไธสง พอพ่อตาย หลวงพ่อก็ย้ายมาอยู่บ้านหนองเก้าข่า ที่อำเภอลำปลายมาศ” ผมถามต่อ
“แล้วไปมายังไง ทำไมถึงไปโผล่ที่สงขลา?” พี่ศักดิ์เล่าว่าแม่เคยเล่าให้ฟังทำนองว่า
“ตอนนั้น พอพ่อเสีย ทุกคนก็กระจัดกระจาย หลวงพ่อเพิ่งเป็นหนุ่ม ก็ไปบวชเป็นสามเณร วันหนึ่งแกติดตามพระไปทำธุระที่ขอนแก่น” พี่สมศักดิ์หยุดไปชั่วขณะ จากนั้นก็เล่าต่อ
“ก็ที่ขอนแก่นนี่แหละ ที่หลวงพ่อได้เจอกับพระมหาสายัณห์” ทันทีที่ได้ยินคำว่าพระมหาสายัณห์ มันก็ช่วยให้ผมต่อจิ๊กซอได้ง่ายขึ้น…

ผมบวชที่วัดป่าโมกข์ ตำบลท่านา อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา พระอุปัชฌาย์ชื่อ พระครูโสภณวิริยาภรณ์ หรือพระมหาสายัณห์นั่นเอง ตอนที่หลวงพ่อพาผมออกจากสงขลา เพื่อไปบวชที่พังงา ผมยังถามหลวงพ่อว่าทำไมไปบวชไกลนัก หลวงพ่อว่าที่พังงา แกมีเพื่อนที่สนิท คบหากันมาหลายปี ประวัติของพระครูโสภณวิริยาภรณ์ ผมได้ฟังอดีตศิษย์ก้นกุฏิที่เคยปรนนิบัติรับใช้ชื่อ‘สมบัติ สิริสิงห์’ หรือชื่อเล่นว่าเณรหมี ปัจจุบันเป็นทนายความ ผมเจอพี่สมบัติ สิริสิงห์ ที่วัดป่าโมกข์ ตอนนั้นแกเป็นสามเณร อายุมากกว่าผม 5 ปี พออยากรู้ประวัติบางเสี้ยวเกี่ยวกับพ่อ ผมก็ลองถามพี่สมบัติ ถึงความเป็นมาของพระอุปัชฌาย์ว่าท่านมาจากไหน ก็ได้คำตอบว่า
“ท่านมาจากขอนแก่น มากับหลวงพ่อนี่แหละ” เณรหมีชี้ไปที่ภาพหลวงพ่อ ซึ่งผมยื่นให้ดูระหว่างสนทนา ขณะที่แม่เล่าให้ฟังว่า
“พ่อมึงที่ได้เป็นครู เพราะบวชเรียนจบทางพระ พอสึกหาลาเพศ ก็มาสมัครเป็นครูประชาบาล”

รถกระบะที่ดัดแปลงเป็นรถโดยสาร พาผมออกจากท่ารถที่หน้าโรงพยาบาลจังหวัดบุรีรัมย์ ตอนที่นั่งดื่มกาแฟที่สถานีขนส่ง ผมเจอคนขายของเร่ไปตามหมู่บ้าน พอแกทราบว่าผมกำลังรอรถไป‘หนองเก้าข่า’ แกว่าถ้าขึ้นรถเมล์ที่ขนส่ง ผมต้องลงที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน จากนั้นก็ต้องต่อรถเครื่องรับจ้างเข้าหมู่บ้านอีกทอดหนึ่ง แกจึงว่า
“จะเสียเงินเสียทอง หลายต่อทำไม”
“ทำไมไม่ขึ้นรถสองแถวที่จอดอยู่หน้าโรงพยาบาลล่ะ มันวิ่งไปถึงหมู่บ้านเลยน่ะ” ผมนั่งคู่คนขับ กระจกหน้าต่างใช้การไม่ได้

สองข้างทางเป็นทุ่งนา มิใช่ฤดูเก็บเกี่ยว จึงนาน ๆ ครั้งถึงจะมองเห็นคนจูงควายเดินเล็มหญ้า กระท่อมร้างกลางทุ่งหยัดร่างอย่างโดดเดี่ยว สายลมปะทะใบหน้านาน ๆ ที บนรถสองแถวมีผู้โดยสารแน่นเต็มคัน หลังทำธุระในเมืองจนเสร็จสรรพ ทุกคนคงกำลังกลับบ้าน ผมก็กำลังกลับบ้าน รถสองแถวกำลังพาผมกลับบ้าน กลับไปสู่รากเหง้าของผู้บังเกิดเกล้า จากวันนั้นที่มากับพ่อ ห่างจากวันนี้ที่แทบไม่น่าเชื่อว่า ต้องใช้เวลาตั้งสามสิบกว่าปี เป็นสามสิบกว่าปีที่ผมทำพ่อหล่นหายไปจากความทรงจำ กระทั่งวันหนึ่งลูกสาววัยอยากรู้อยากเห็น ก็ตั้งคำถามซื่อ ๆ ‘คนในภาพคือใคร’ ผมตอบสั้น ๆ ว่า“พ่อของพ่อ” ต่อจากนั้นจำได้ว่าผมอธิบายอะไรไม่ได้เลย จู่ ๆ ก็อยากสืบค้นความเป็นมาของพ่อ แล้วเขียนออกมาสักเล่ม หลังไตร่ตรองจนรอบคอบ ผมตอบตัวเองแทบจะทันที “จะเริ่มต้นบทที่ 1 ที่บ้านหนองเก้าข่านี่แหละ!”
บ้านหนองเก้าข่า.

วิทยากรพินิจ

เล่าประวัติชีวิตบุพการีอย่างมีชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ด้ วยภาษาสำนวนดังการได้อ่านเรื่องสั้นที่ดีเรื่องหนึ่ง เรื่องราวชีวิตบุพการีพรั่งพรูออกมาระหว่างการเดินทางกลับไปหารากเหง้าของตนเองในแผ่นดินอีสาน ทั้งทั้งที่ตนเองลืมตาดูโลกที่ดินแดนปลายด้ามขวาน เรื่องสนุกชวนติดตามมีการวางพล็อตเรื่องที่ดีจากจุดที่ลูกสาวตัวเอง ตั้งคำถามรวมทั้งเหตุใดเค้าเป็นชาวใต้ที่มีนามสกุลบ่งบอกว่าเป็นชาวอีสานทำให้ผู้อ่านรู้สึกประหนึ่งว่าร่วมเดินทางไปค้นหาต้นรากของตระกูลแมนไทยสงค์กับผู้เขียนด้วย

ธีรภาพ โลหิตกุล