เรื่องและภาพ โดย: ปกาศิต แมนไทยสงค์

” กี่ปีที่ผมทำพ่อหล่นหายไปจากความทรงจำ กระทั่งวันหนึ่งลูกสาววัยอยากรู้อยากเห็น ก็ตั้งคำถามซื่อๆ ‘คนในภาพคือใคร’ ผมตอบสั้นๆ“พ่อของพ่อ”ต่อจากนั้น จำได้ว่าผมอธิบายอะไรไม่ได้เลย” เอาเข้าจริง ผมเริ่มฉุกคิดตั้งแต่วันนั้น วันที่ครูประจำชั้นส่งเสียงทัก “นามสกุลเธอ แมนไทยสงค์” ครูทำท่าฉงนก่อนหันมาถาม

“พ่อเป็นคนอีสานรึเปล่า ? ” วัยแปดเก้าขวบ ผมจะรู้อะไรมากไปกว่าผืนนาป่ายาง ครูวาดแผนที่บนกระดานดำ วาดง่าย ๆ ลากเส้นไม่กี่ที ก็เห็นรูปแผนที่ประเทศไทยปรากฏบนกระดาน ครูเอ่ยพลางใช้ไม้เรียวทุบเบา ๆ ไปบนกระดาน

“ นี่คือภาคเหนือ ส่วนนี่ภาคอีสาน ตรงนี้ก็เป็นภาคกลาง ส่วนที่ลากลงมาข้างล่างนี่ก็ภาคใต้” ครูอธิบาย ทีนี่ ครูเข้าใจว่าพ่อเธอคงมาจากภาคอีสาน เพราะคนบางพื้นที่ เท่าที่ครูรู้จัก มักใช้ชื่อตำบลหรืออำเภอมาเป็นนามสกุล อย่างของเธอ แมนไทยสงค์ คงมาจากอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์แน่ๆ เลย”

ผมเกิดที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ห่างจากตะเข็บชายแดนประเทศมาเลเซียไม่ถึงร้อยกิโลเมตร เกิดมาก็ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ มาเห็นอีกทีก็ตอนอายุหกขวบ อยู่กับแม่มาตั้งแต่เกิด ยายไม่ค่อยชอบขี้หน้าแม่สักเท่าไหร่ แม่เล่าให้ฟังว่าเพราะแม่เลือกแต่งงานกับพ่อ ไม่ใช่คนที่ยายหมายมั่นปั้นมือ ยุคสมัยแม่ยังมีประเพณีคลุมถุงชน คนเป็นลูกไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงเท่าใดนัก รักชอบพอตกลงปลงใจแต่งงานกันจริง ๆ มีน้อย ส่วนใหญ่ผ่านการชักลากมาอีกที แนะนำกันมา ดูกันที่เรือกสวนไร่นา ใครมีที่ มีทาง มีตำแหน่งแห่งหนโอ่อ่า เป็นลูกท่านหลานกำนัน ก็ยิ่งมีทางเลือกให้ชี้นิ้วตามใจชอบ

ยายหาผู้ชายคนหนึ่งที่อยู่ในตัวอำเภอจะนะ ชื่อประพันธ์ หน้าตาดี ผิวขาว เข้าข่ายหนุ่มสำอาง แววตาจริงจัง แต่เท่าที่แม่เล่า
“มันขี้หึง ขี้ระแวง นิสัยเจ้ากี้เจ้าการ บางอย่างเหมือนผู้หญิง” แม่ทิ้งชายขี้หึง แล้วมาเลือกครูประชาบาลร่างผอมบาง ที่เพิ่งย้ายมาสอนที่โรงเรียนวัดน้ำขาว วันหนึ่งผมถามแม่ “ทำไมเลือกพ่อ” แม่ว่า “ที่จริงพ่อมึง ก็ไม่ได้ดีเด่อะไร ที่เลือกเอาพ่อมึง กูเห็นมันเอาการเอางานดี มีความรู้พอที่จะสอนลูกสอนหลานได้” ทันทีที่แม่เลือก ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับยาย ก็คล้ายมีหมอกหนามาปกคลุม ยายมีลูกทั้งหมดห้าคน ผู้หญิงสามคน ส่วนผู้ชายสองคน แม่เป็นลูกคนที่สองลูก ๆ ทั้งห้าไม่มีใครกล้าผยองลองดีเหมือนแม่

แหละแน่นอน แม่ก็เจอดี ทันทีที่เสร็จงานแต่งแค่เดือนเศษ ๆ แม่ก็ถูกไล่ออกจากกองมรดก ไปอยู่กับผู้ชายที่ยายไม่ชอบขี้หน้า “ตาถั่ว สิ้นคิด ไปเอาทำไม ไอ้ผู้ชายที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า !” แม่เล่าให้ฟังด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ขึงเครียดอะไรมาก เพราะมันผ่านไปนานแล้ว อีกอย่างแม่เชื่อว่าที่ยายทำไปก็เพราะรักและห่วง กลัวลูก ๆ จะลำบาก อุตส่าห์หาผู้ชายให้ ก็หวังว่าแม่จะสุขสบาย ที่ไหนได้ แม่กลับเลือกตามใจตัวเอง ชาวบ้านซุบซิบนินทากันสนุกปาก ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่แม่ทำแบบนั้น แม่ย้ายมาอยู่ข้างนอก ห่างจากบ้านยายไม่มาก บนเนื้อที่หน้ากว้าง 6 เมตร ลึก 20 เมตร ไม่มีที่ทางให้จวกดิน ขุดร่องทำแปลงผัก

ผมเกิดมาพร้อมคำถามที่ผุดขึ้นตามวัย แต่คำถามที่ไล่ต้อนตั้งแต่เริ่มจำความ คือพ่ออยู่ไหน? และทำไมบ้านผมจึงไม่มีพื้นที่กว้าง ๆ เหมือนบ้านคนอื่น บ้านนอกที่ทุกบ้านมีอาณาบริเวณ ไม่ใช่ในเมืองที่แออัดคับแคบ เวลาอยากขุดร่องทำแปลงผัก แม่ต้องไปขอที่ว่าง ๆ ในบ้านคนอื่น พอโตขึ้นก็เริ่มกระจ่าง ผมมาเจอพ่ออีกทีตอนอายุหกขวบ พ่อมาในชุดเครื่องแบบสี-เหลือง  มีย่ามหนึ่งใบ มารู้ทีหลังว่าพ่อต้องคดีติดคุก เป็นคดีการเมืองที่แม่ยังจำเหตุการณ์ วันที่นาย(ตำรวจ)มาล้อมจับพ่อได้ ชาวบ้านพากันแห่มา จับกลุ่มซุบซิบต่างๆนานา ความเป็นครูหัวก้าวหน้า พ่อก็ถูกกล่าวหาว่า“เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคง” เพียงแค่ไม่กี่เดือนที่พ่อติดคุก มิใช่แค่บ้านแตกสาแหรกขาด แต่พ่อออกมาพร้อมกับโรคร้ายที่ไร้ทางรักษา

รถทัวร์สายกรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ วิ่งออกจากหมอชิตในเวลาพลบค่ำ เส้นทางสายอีสานผมแทบไม่คุ้นชิน อยากแบกเป้ผจญภัย ส่วนใหญ่ผมเลือกขึ้นเหนือ จนนับครั้งไม่ถ้วน ด้วยภาคเหนือบรรยากาศช่วงปลายปีจะอากาศหนาว หลายเส้นทางจึงตราตรึงในความทรงจำ ขุนเขา แมกไม้ สายลมหนาว นักคิดนักเขียนคงใช้มันเป็นฉากเริ่มต้น อย่างน้อย ๆ ก็มีนิยายรักบางเรื่อง ที่เริ่มต้นบทแรก ๆ โดยใช้ฉากภาคเหนือ ขณะที่นิยายหลายเรื่องซึ่งใช้ฉากภาคอีสาน ก็มักซ่อนเร้นความแร้นแค้น การยืนหยัดต่อสู้อยู่ในเนื้อหา จะยังไงผมก็ชื่นชอบ‘ลูกอีสาน’ ของคำพูน บุญทวี และไม่เคยลืม ‘ฟ้าบ่กั้น’ ของลาว คำหอมตอนที่เอ่ยถามเรื่องพ่อ แม่บอกแค่ว่า พ่อมึงเป็นครู แม่มักใช้ศัพท์เรียกพ่อ ว่า “พ่อมึง” ติดปาก พ่อมึงเป็นคนบก แม่ว่าแบบนั้น   เพิ่งมารู้ความหมาย “คนบก” ก็เมื่อโตแล้ว คำว่า“คนบก”ที่แม่ว่า หมายถึงคนที่มาจากแผ่นดินใหญ่ ไกลห่างจากเกลียวคลื่นในทะเล อำเภอจะนะบ้านผม ออกไปอีกหน่อยก็เห็นทะเลแล้ว อำเภอเมืองก็มีชายหาดขึ้นชื่อ อาหารทะเลจึงไม่อดอยาก หาซื้อที่ตลาดนัดย่านไหน ก็มีแม่ค้าตั้งแผงคอยส่งเสียงเอิกเกริก

หลังพ่อติดคุกแม่ก็ลำบากมากขึ้น ผมเห็นความลำบากของแม่ มาแต่ไหนแต่ไร บ้านอื่นมีผู้ชายช่วยแบ่งเบาภาระ มีแต่บ้านเราเท่านั้น ที่มีแม่กับลูกเล็ก ๆ อีกสามชีวิต ไม่มีคนเป็นพ่อคอยปกป้องดูแล จะดีหรือร้ายก็ปากกัดตีนถีบไปตามยถา ผมมีพี่ชายหนึ่งคนและพี่สาวอีกหนึ่ง ใครบอกว่าเป็นน้องสุดท้องสบายที่สุด เห็นท่าจะใช้ไม่ได้ เพราะตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนกระทั่งจำความได้ อะไรที่พี่ ๆ ทำได้ ผมก็ต้องลงไม้ลงมือ ออกแรงแบกไม้ยางจากควนกลับไปบ้านเพื่อใช้ทำฟื้น ขนกล้าไปนา ขนเลียงข้าว ถางไร่ ดายหญ้า เป็นต้น

เมื่อเรียนจบ ป.3 พ่อก็รับผมไปเป็นเด็กวัด หลังเรียนจบ ป.6 ผมก็โกนหัวบวชเรียนที่วัดหัวป้อมใน แต่เมื่อเรียนจบ ม.3 พ่อเห็นว่าน่าจะขึ้นไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ก็เลยทำทุกวิถีทางที่จะผลักดันให้ผมขึ้นไป อาจเป็นไปได้ว่า พ่อหวาดกลัวว่าผมจะสึกหาลาเพศกลับไปอยู่บ้าน การให้ขึ้นไปเรียนต่อกรุงเทพฯ ก็เท่ากับช่วยให้พ่ออุ่นใจไปเปลาะหนึ่ง อย่างน้อย ๆ พ่อก็เชื่อว่าระยะทางที่ห่างไกล คงทำให้ความรู้สึกโหยหาคิดถึงบ้านเลือนลางจางหาย

ผมขึ้นมาเรียนต่อกรุงเทพฯ ได้แค่ 2 ปีครึ่ง พอเข้า ม.6 เทอมสอง กำลังจะสอบอยู่รอมร่อ ก็ได้รับข่าวร้ายว่าพ่อสิ้นลมในโรงพยาบาล ที่ร้ายยิ่งกว่า คือแกจากไปโดยไม่มีใครรู้สักคน ผมซื้อตั๋วรถไฟลงใต้ด้วยอาการเหม่อลอย นึกตำหนิตัวเองต่าง ๆ นานา ไม่น่าขึ้นไปเรียนต่อเลย รู้ทั้งรู้ว่าพ่อเจ็บไข้ได้ป่วย มีโรคร้ายเรื้อรังตามรังควาน พ่อก็ยังกล้าให้ลูก ๆ ไปเรียน โดยไม่สนว่าตัวเองจะยึดโยงอยู่ยังไง ผมเจอพ่อตอนอยู่ ป.3 แม่เล่าว่าตอนพ่อติดคุกผมยังอยู่ในท้อง แม่ต้องอุ้มท้องประคับประคองไปเยี่ยมพ่อ ‘มึงมันอาภัพ’ คำสั้น ๆ ที่แม่เอ่ยให้ฟังบ่อย ๆ

หากนับเวลาที่ได้เจอหน้าพ่อ อยู่ด้วยกันจริง ๆ ก็แค่ 9 ปี เป็น 9 ปีที่เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็กลับพบว่าแท้จริงแล้วผมรู้จักมักคุ้นพ่อน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่ผู้ชายคนนี้ เป็นคนดึงผมออกจากโลกใบเก่า โลกแห่งความโง่เขลาเบาปัญญา โลกที่ไร้อนาคตอย่างสิ้นเชิง เพิ่งมาเข้าใจในเวลานี้ ถ้าไม่มีพ่อชักนำ ชะตากรรมตอนนี้ของผม ก็คงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บิด ๆ เบี้ยว ๆ เหมือนสิ่งประดิษฐ์ที่ขาดความประณีตอย่างไม่ต้องสงสัย

โปรดติดอ่านต่อตอนต่อไป…