เรื่องและภาพ : อัยย์ รินทร์

คลื่นโถมซัดแนวโขดหิน เป็นฟองน้ำซ่านกระเซ็น เหล่านักท่องเที่ยวย่ำเดินไปลานหินขรุขระสีแดง กลางแดดแผดร้อนระอุจนรู้สึกแสบตา ลานหินขรุขระที่เคยจมอยู่ใต้น้ำทะเลในยามน้ำขึ้น อวดโฉมริ้วรอยผุกร่อนยามน้ำทะเลลด ไม่ต่างกันต้นไม้สะเทินน้ำสะเทินบก ลู่ไกวไปตามแรงลมทะเลพัดผ่าน ต้นไม้เรียนรู้ที่จะปรับตัวอยู่เพื่อหยัดยืนในสภาวะความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ลำต้นจมใต้น้ำเวลาน้ำขึ้น ทว่ามันยังแผ่กิ่งก้านสาขาท้าทายแดดลมในยามน้ำลด ทุกๆ สิ่งล้วนถูกสร้างสรรค์ให้พึ่งพากันและกัน 

การรู้จักโอนอ่อนผ่านตามสถานการณ์และแข็งกร้าว กระด้างกับความไม่ถูกต้องในอุดมการณ์ ต่างคนต่างดำรงรงวิถี  ต่างคนต่างมีความคิด  เชื่อที่ซับซ้อน คือความแตกต่าง ทว่าเรา-เขาหรือเธอคือผู้ดำรงชีพด้วยอากาศธาตุเสพย์อาหารอันปรุงแต่ง เติมรสชาติ มนุษย์เอย…คุณจะเลิศล้ำเหนือใครกันมากเชียว คุณก็แค่เกิดมาแล้วแย่งอากาศหายใจ ใครกันวิเศษ พิสดารเหนือคนอื่น ก็แค่คนๆ หนึ่งที่ลืมตาและหายใจเอาสิ่งดีๆ สำรอก ถ่ายเทสิ่งปฏิกูลออกมา บางครั้งเราจำต้องฝึกตนให้เป็นคนที่มีความยืดหยุ่นมากกว่าอวดโอ้โองการแห่งตน

หญิงสาวยืนเหม่อมองไปข้างหน้า ลดตาลงต่ำจ้องมองแนวโขดหิน คล้ายกำลังคิดอะไรสักอย่าง ไม่มีใครล่วงรู้ถึงความคิดภายในจิตใจ บางทีเธออาจบาดเจ็บและคิดสั้นหรือไม่ก็แค่อยากรับลมผ่อนคลาย อารมณ์ขุ่นมัว ทว่าผมกลับคิดถึงเรื่องราวขององค์หญิงวัยดรุณีที่เล่าขานต่อๆ กันมา คือตำนานความรักแบบฉบับคลุมถุงชน ท้ายที่สุดสิ่งที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิดก็ได้เกิดขึ้น ณ บริเวณเชิงผาแห่งนั้น เมื่อองค์หญิงและนางสนองโอษฐ์ตัดสินใจลาโลกด้วยการกระโดดหน้าผาแห่งนั้น เหลือไว้ซึ่งเกลี่ยวคลื่นสาดซัดโขดหิน ทิ้งไว้ซึ่งเรื่องราวโศกนาฏกรรมในตำนาน 

ไม่ว่าความรักและความเกลียดชัง ย่อมซ่อนเร้นอยู่ในทุกอณูของความรู้สึก หากไร้สติในการควบคุมตัวเอง…มันพร้อมจะเผยด้านมืดออกมา ใครกันคือผู้วิเศษผู้เสกสรรค์ปั้นแต่งให้โลกงดงามด้วยความเชื่อ ความเพ้อฝัน จะมีก็แค่บรมศาสดาผู้บำเพ็ญ ฝึกฝนจนค้นพบหนทางสว่าง เศรษฐีรวยล้นฟ้าสุดท้ายก็ลงหลุมหรือกลายเป็นเถ้าถ่าน โลกจดจำคนมีชื่อเสียงโด่งดัง ใหญ่โตคับฟ้า ไว้เพียงชั่วคราว…แล้วก็เลือนหายไปตามกาล เราต่างมีพื้นที่ ๆ ยืนหากแต่ความหยิ่งในศักดิ์ศรี คลั่งเกียรติยศอาจบีบรัดให้เราต้องจมอยู่ในมุมมืด