เรื่องและภาพ:อัยย์ รินทร์

เป็นภาพเจนตาที่เหล่าคนเดินทางจะได้เห็น บรรดาพ่อค้าแม่ขายตัวน้อยๆ เดินเร่ขายดอกไม้ ประแป้งทานาคา บนสะพานที่ตั้งอยู่บริเวณสามลำน้ำซองกะเลีย บิคลี่ และ รันตี ไหลมาบรรจบพบกันหรือทีเรียกขานกันว่า “สามประสบ” อรุณรุ่งของเช้าวันธรรมดาที่ไม่ค่อยจะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมา แชะภาพ เช็คอินอัพเดตสเตตัส ผมหยุดยืนมองละอองหมอกที่ลอยฟุ้งเหนือแม่น้ำแคว ให้นึกถึงเมื่อกาลครั้งหนึ่งถูกปลุกลุกจากเตียงนอน ตอนตีห้าบ้านเช่าริมคลองที่สองแม่ลูกอยู่อาศัย เด็กชายคนหนึ่งนั่งมองไอหมอกปกคลุมเหนือคลองอิปัน เขาต้องรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีกระโจนลงสู่ลำคลอง อากาศที่เย็นวาบร่างเปลือยล่อนจ้อนจะกระทบกับผืนน้ำจน ‘หนาวสะท้าน…’

“ซื้อดอกไม้มั้ยครับ?!’ พ่อค้าตัวน้อยลากผมออกมาจากภาพจำ เขาอวดช่อดอกไม้สีขาวที่อยู่ในมือ พลางส่งยิ้มให้
“ได้ แต่มีข้อแลกเปลี่ยน” ผมบอกพร้อมกับชี้ไปยังกล้องถ่ายรูป พ่อค้าตัวน้อยไม่รอรี ยกมือทาบคางแอ็คท่าแล้วส่งยิ้ม บนสะพานไม้ที่ยาวประมาณ ๙๐๐ เมตร ว่ากันว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และยาวเป็นอันดับที่ ๒ ของโลกรองจากสะพานไม้อูเบ็งในพม่า และสะพานไม้แห่งนี้สร้างรายได้เป็นอันดับต้นๆ ให้กับ จ.กาญจนบุรี

สะพานไม้ที่สร้างขึ้นมาจากความร่วมแรงร่วมใจ พุทธศาสนิกชนที่มีศรัทธาต่อหลวงพ่ออุตตมะและใช้ชื่อว่าสะพานอุตสะพานอุตตมานุสรณ์ หรือคุ้นเคยกันดีในนาม “สะพานมอญ ” ทั้งยังมีชาวกะเหรี่ยงและชาวไทยร่วมด้วยช่วยกัน แดดอ่อนๆ ตอนเช้าขับไล่เหงื่อกาฬจนชุ่ม ก้มมองเข็มนาฬิกาอีกครึ่งชั่วโมงถึงเวลานัดหมาย ช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ในระยะทำใจกับหนทางท้าทายที่รอคอยเบื้องหน้า เป็นอีกครั้งที่ผมรับคำชักชวนจากท่าน อจ. ฟ้อน เปรมพันธุ์ ให้ร่วมเดินทางไปเมืองเย ‘เย’ อยู่ไหน? ของอาเซียนผมไม่ค่อยรู้จักและเชื่อว่าผู้อ่านบางท่านก็ไม่ค่อยรู้จัก ทว่าหนังสือเล่มหนึ่งที่ทำให้ผมรู้จักเมืองเยมากขึ้นเป็นหนังสือ “ท่องเมืองเยเสน่ห์แห่งสาวมอญ” ผลงานเขียนโดยคุณบุหลัน รันตี สำนักพิมพ์บ้านหนังสือเป็นผู้จัดพิมพ์

เมืองเย เมียนม่าร์
แผงทอดกระหรี่ปั๊บของพ่อค้าชาวพม่าเชื้อสายอินเดีย

จากข้อมูลพื้นฐานที่ว่าเย่, เร หรือที่ภาษาไทยเรียก รี เป็นเมืองหลักของอำเภอเย่ในจังหวัดเมาะลำเลิง อยู่ทางตอนใต้สุดของรัฐมอญ ประเทศเมียนม่าร์ จากเรื่องเล่าในหนังสือพร้อมข้อมูลในอินเตอร์ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้ ฤกษ์งามยามดีตีสี่ครึ่งออกจามันเริ่มตั้งแต่ออกจากห้องพักรับของโรงแรมศิลาลัย ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี การมาสังขละครานี้ผมรู้สึกมั่นใจหวังว่าโตโยต้าวีโก้คู่ใจไม่พยศเหมือนเมื่อครั้งก่อน กระท่อนกระแท่น ลุ้นระทึกกว่าจะถึงงานกะเหรี่ยงฟาดข้าว บ้านโมรข่า ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรีนั่งสูดดมกลิ่นครัชไหม้ของเจ้าเพื่อนยาก มันไต่ขึ้นเนินเหมือนเต่าคลานเหยียบคันเร่งจนมิดก็ไม่เคลื่อนไหว แต่ครานี้ไม่เป็นเช่นนั้น มันทะยานผ่านความมืด ไต่ขึ้นเนินลูกแล้วลูกเล่าด้วยความเร็วระดับ ๑๐๐-๑๓๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง เร็วจนผู้นั่งอยู่ในห้องโดยสารโยกไกวมองกระจกส่องหลัง ผู้ติดตามส่งสายตาค้อนอ้อนวอน “เบาๆ หน่อยลูกเพ่!

เข็มนาฬิกาบอกเวลาแห่งการรอคอยมาถึง ท่าน อจ.ฟ้อนแจ้งว่ามีคณะอาจารย์ผู้ทำวิจัยร่วมเดินทางไปด้วยกัน และจะมีขบวนรถของคนไทยเชื้อสายมอญอีกประมาณ ๒๐ คันที่จะเดินทางไปงานศพพระเถระมอญ นานนับสิบปีที่ผมไม่ได้แวะมาเยี่ยมชมด่านเจดีย์สามองค์ หลักเขตกั้นพรมแดนระหว่างไทยและเมียนม่าร์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย แต่สิ่งที่ยังอยู่คือเจดีย์สามองค์ตั้งตระหง่าน รู้สึกทึ่งกับอุปกรณ์ทอดกระหรี่ปั๊บของพ่อค้าชาวพม่าเชื้อสายอินเดีย ก่อนจะข้ามฝั่งชายแดนขอกราบไหว้บูชาดอกไม้เสมือนเมื่อครั้งในอดีตชาวบ้านผ่านมาบริเวณนี้ ก็จะนำหินมากองไว้เพื่อสักการะเป็นสิริมงคลในการเดินทาง กองหินมีขนาดใหญ่ขึ้นกระทั่งต่อมาใน พ.ศ.๒๔๗๒ พระศรีสุวรรณคีรี เจ้าเมืองสังขละบุรีได้นำชาวบ้านมาก่อสร้างเจดีย์ครอบเป็นเจดีย์สามองค์ ณ ปัจจุบัน

เมืองเย เมียนม่าร์
แม่ค้าขายดอกไม้บูชาเจดีย์สามองค์

….และแล้วการเดินทางสะบักสะบอม ตลบอบอวล ลุ้นระทึกและโยกไหวไปทั้งสรรพางค์กายก็เริ่มขึ้น ผู้อ่านท่านใดสนใจ โปรดติดตามตอนต่อไป…