เรื่องและภาพ : อัยย์ รินทร์

   ราวกับสายลมในวัยวาร พัดวูบผ่านเข้ามา เมื่อเห็นเด็กชายผู้เป็นพี่ควงล้อยางวิ่งฉิ่วบนทางฝุ่น จำได้ว่าในสมัยเด็กผมเคยมีเครื่องเล่นเรียบง่ายเช่นเดียวกัน โดยใช้ไม้คอยตีประคองไม่ให้ล้อยางล้มลง
มันเป็นการแข่งขัน เอ็งแพ้ เอ็งก็ต้องยอมรับ…จ่ายมาซะดีๆ ” น้ำเสียงนั้นดังเข้ามาในขณะที่ผมกำลังลั่นชัตเตอร์
แพ้ก็ต้องจ่าย อย่ายึกยัก” รอยยิ้มและสายตาหยามหยันของผู้กำชัย ที่ทำให้ถึงกับผมแอบร้องไห้หลังอาคารไม้สองของโรงเรียนชั้นประถม  เพราะมันหมายถึงผมจะไม่มีอาหารกลางวันตกถึงท้อง บ่อยครั้งที่ผมพ่ายแพ้ให้กับการพนัน เงินที่หามาได้จากการตักดินใส่ถุงเพาะกล้ายาง ทั้งวัน ได้ยี่สิบบาท หยาดเหงื่อหลั่งรวมกับเม็ดฝน กับสองมือจับจอบลากกวนผสมปูน หิน ทราย ตักใส่บุ้งกี๋แล้วยกขึ้นเทลงบล็อกพิมพ์ มันเป็นบล็อกพิมพ์ท่อระบายน้ำขนาดใหญ่ ซ้ำยังมีอิฐบล็อกที่รอยการแกะออกจากพิมพ์ ทั้งวัน ได้ ห้าสิบบาท เงินที่ได้มาจะอันตรธานหายไปกับวงล้อยาง

เสียสละ
พี่-น้อง เล่นล้อยาง บ้านริมทาง ทวาย

ชีวิตในวัยเด็กหรือวัยเติบใหญ่ก็มีทั้งหัวเราะ ร้องไห้ มันเป็นอย่างนี้เสมอมาและจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป และมันเกิดขึ้นกับคนทุกคน เวลาในแต่ละวันก็เหมือนกับการแข่งขัน พนันขันต่อ เมื่อมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้บางคนล้มนอนลงบนพื้นถนน บางคนเลือกยุติทุกสิ่งทุกอย่างด้วยการทำร้ายตัวเอง นั่นเป็นหนทางเลือกของแต่ละคน กระนั้นก็เถอะ ไม่ว่าจะอย่างไรหากในจิตใต้สำนึกและหวนรฦกถึงคนข้างหลัง  สิ่งดีงามที่ได้ร่วมกันก่อเกิดสายใยสานสัมพันธ์ “รักบริสุทธิ์ รักโดยปราศจากเงื่อนไข” ย่อมมีคุณค่า เป็นรักที่เป็นเสมือนเงาก็คือตัวเราเอง “จงบอกรักตัวเองก่อนที่จะบอกรักใครๆ “

ภาพบางภาพอาจไม่จำเป็นต้องสวยงาม หากแต่มันคือการบันทึกสิ่งที่เคยประสบพบพาน คือรอยทรงจำอันล้ำค่าเมื่อได้หวนกลับมาดู เจ้าเด็กชายผู้พี่ควงล้อยางวิ่งผ่านไปแล้ว ไอ้เด็กขี้แพ้ที่แอบนั่งร้องไห้หลังอาคารไม้ของโรงเรียนค่อยๆ เลือนหายไป พร้อมกับร่างของน้องชายตัวน้อยที่หยุดวิ่งแล้วร้องไห้ เพราะไล่ตามพี่ทัน  มันเป็นภาพที่มองเห็นถึงความจริง ผู้เข้มแข็งย่อมเป็นผู้กำชัยชนะ แต่บางทีคนเป็นพี่ก็ต้องยอมแพ้เสียสละ เพราะความอ่อนแอ ส่วนเจ้าน้องชายก็ยิ้มให้อย่างผู้มีชัย