เรื่องและภาพ:อัยย์ รินทร์

รถแล่นวนรอบวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย วังวนแห่งการต่อสู้เพื่อเสรีภาพมาหลายยุคสมัย ปีกคอนกรีตอันหมายถึงปีกแห่งเสรีภาพอาจเป็นแค่เพียงคำนิยาม เป็นพื้นที่แสดงออกถึงเชิงสัญลักษณ์  สมุดไทยบนพานแว่นฟ้าสัญลักษณ์ตัวบทกฎหมายสูงสุด ระเบียบการปกครองประเทศเรียกขานกันว่า “รัฐธรรมนูญ” นับตั้งแต่วางศิลาฤกษ์ ในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๘๒ และถือเป็นวันชาติไทยจากฤกษ์งามยามดีจวบจนวันนี้ ๘๐ ขวบปียังควานหาประชาธิปไตยไม่เจอซะที

แสงนีออนหลากเฉดสีแสงส่องตัวตึกอาคาร ไฟหยดน้ำประดับประดาตามกิ่งไม้ราวกับหิ่งห้อยเกาะต้นลำพู  ยังมีบันทึกอีกว่าอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้นเป็นหลักกิโลเมตรที่ศูนย์ของประเทศไทยและรั้วเตี้ย ๆ กั้นโดยรอบลานอนุสาวรีย์ รั้วนี้ใช้ปืนใหญ่โบราณ ๗๕ กระบอก ฝังดินโผล่ท้ายกระบอกเป็นเสาคล้องโซ่เชื่อมต่อกัน ผมนั่งอยู่ที่ร้านบาร์ไซด์วอร์ค มองดูผู้คนเดินผ่านไปมา เหล่านักท่องเที่ยวชาติตะวันตกลาก กระเป๋า สัมภาระหยุดพักเติมพลัง โต๊ะด้านหลังมาเป็นก๊วนใหญ่ พวกเขาคงจะมาสังสรรค์ วันครอบครัว นักท่องเที่ยวชาวจีนส่งเสียงล้องเล้งปรึกษากันเสียงดังจะกินอะไรดี?…

…พนักงานเสิร์ฟเดินวุ่น เพราะผู้มาใช้บริการมากขึ้น…จอโปรเจคเตอร์ฉายฟุตบอลคู่สิบกว่าปีที่แล้ว อาเซนอล(รุ่นฝรั่งเศสครอง) กับเชลซีรุ่นกองกลางตัวเล็กใจโต กำลังพะบู๊กัน หญิงสาวนั่งประจัญหน้าโต๊ะตรงข้าม บางทีก็ลอบชายตามอง เผยยิ้มมาที่ผมราวกับจะสื่อสัมพันธ์หรือไม่? เธอคงคิดว่าไอ้นี่ท่าจะบ้านั่งเหม่อมองปีกเสรีแล้วกระดกเบียร์เพียงลำพัง เปล่าเลยผมแค่อยากเมาและเฝ้าชมพระจันทร์และดื่มด่ำประชาธิปไตยในความเพ้อฝัน
“น้อง! ขอเบียร์อีกขวด…”ผมร้องตะโกนสั่งพนักงานขณะที่เขากำลังสาละวนให้บริการโต๊ะอื่น
“ครับ สักครู่”เขาโน้มศรีษะหันเหไปยังเคาน์เตอร์เปิดฝาจุกขวดเบียร์แล้วรินลงใส่แก้ว เด็กน้อยวิ่งที่แล่นไล่จับส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว รู้สึกอิจฉากับโลกนี้ช่างแสนสุขที่ไม่ต้องคิดพรุ่งนี้ แม้ผู้ใหญ่มักจะเอ่ยถาม โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร? ก็สุดแท้แล้วแต่จินตนาการของเขา ส่วนตัวเราบอกไม่ถูกเพราะลืมไปแล้ว เหลือเพียงแค่วันนี้มีการมีงานทำสูตรสำเร็จ มีบ้านมีรถและครอบครัว…

ริมฟุตบาทชายเร่ร่อนเดินผ่านมา ผมเผ้าพะรุงพะรังเนื้อตัวมอมแมมแถมมีกลิ่นตุๆ โชยแตะจมูก “เหมือนซากเดินได้”ผมยกมือปิดจมูก รอให้เขาเดินผ่านหน้าผมไปแต่แล้วเขาหยุดชะงัก หันหลังกลับทันทีที่ได้ยินเจ้าเหมียวส่งเสียงร้อง ชายเร่ร่อนทรุดลงนั่งยองยื่นมือลูบหัวในขณะที่มันคลอเคลียเลียฝ่ามือ “หิวละซี? อ่ะ..วันนี้มีปลาทูก้นบาตร กินซะ”เขาหยิบปลาออกจากถุงพลาสติกวางให้แมวหิวโซ

“โถๆๆ พ่อคุณ ใจบุญมากกว่าเรา”ผมแอบคิดในใจ รู้สึกละอายหลังปล่อยให้แมวตัวนั้นร้องคลอเคลียร์ขาอยู่ใต้โต๊ะ บางทีก็ใช้เท้าสะกิดมันจนกระเด็นกระดอน มันเป็นความอัปยศของคนพอจะมีกิน ทิปให้พนักงานเสิร์ฟยังมากกว่าปลาทูก้นบาตรของชายเร่ร่อนคนนั้น เราต้องแก้หน้าว่าแล้วก็กวักมือเรียกบริกร

“น้อง! ขอปลาทอดกับข้าวสวยจาน”
“ครับผม จะรับอะไรเพิ่มมั๊ยครับ?!”
“ขอแก้วใส่น้ำเปล่า แค่นั้นพอ”

บริกรรับออร์เดอร์เสร็จวิ่งไปยังเคาน์เตอร์ ไม่นานนัก จานปลาทอดกับข้าวสวยและแก้วน้ำวางตรงหน้า
“มามะเจ้าเพื่อนยากเรามาแบ่งปัน ไม่ต้องเพ้อฝันกับอุดมคติ เอ็งอิ่ม ข้าอิ่ม ชีวิตก็แค่นี้ กิน ขี้…นอน”เจ้าแมวหิวโซไม่รั้งรอเดินปรี่เข้าหาสำรับที่วางอยู่ตรงหน้า ภาพใบหน้าของชายเร่ร่อนหันมาแสยะยิ้มก่อนจะเดินจากไป แม้กลิ่นกายจะเน่าเหม็น หากแต่เขายังมีจิตใจเผื่อแผ่ คนชะเง้อเพ้อฝันอยากเห็นประชาธิปไตยอย่างผม ได้ปลดวางอุดมการณ์ด้วยการนั่งมองเจ้าแมวตัวน้อยอิ่มอร่อย แม้จะรู้สึกกร่อยๆ กับการร้องเพลง รอ รอต่อไป นานเท่าใดฉันก็จะรอก็ที่นี่ประเทศไทยนี่หว่าไม่ใช่ชาติตะวันตก