เรื่องและภาพ :อัยย์ รินทร์

โอ้โห เปลือกหอยนางรมยักษ์เหล่านี้มาจากไหนกันเนี่ย?! ” เมื่อเห็นเปลือกหอยนางรมมีอายุนับพัน ๆ ปีกองพะเนินอยู่กลางลานวัด ส่วนหนึ่งช่างกำลังสร้างเป็นเจดีย์หอยขนาดใหญ่  ว่ากันว่าหอยนางรมยักษ์เหล่านี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ขณะท่านพระครูสุนทร คุณธาดาหรือหลวงพ่อทองกลึง สุนทโรได้ว่าจ้างให้ ขุดบ่อ เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้อุปโภคบริโภคภายในวัด  จึงได้นำเปลือกหอยนางรมเหล่ามา สร้างเป็นเจดีย์หอย  สององค์ องค์แรกตั้งอยู่หน้าทางเข้าวัด อีกองค์ใหญ่ทรุดโทรมลงจากครั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔  (ปัจจุบันกำลังก่อสร้างใหม่)

ช่างกำลังก่อสร้างเจดีย์หอย

สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในหลวง รัชกาลที่ ๙ ได้บันทึกไว้ว่า “มีการพบเปลือกหอยทะเลหลายชนิดสะสมตัว ปนกับซากไม้ผุในตะกอนดินเหนียวทะเล ที่มีลักษณะอ่อนนุ่ม สีเทาถึงเทาปนเขียว ซากหอยที่พบ มีหลายชนิด เช่น หอยแครง หอยกาบ หอยสังข์ และหอยลาย ซากหอยที่พบมากที่สุด เป็นหอยนางรมยักษ์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Crassostrea gigas เมื่อนำซากหอยนี้ไปหาอายุ ด้วยวิธีกัมมันตภาพรังสีคาร์บอน ๑๔ พบว่ามีอายุประมาณ ๕,๕๐๐ ปี 

เจดีย์หอยองค์
เจดีย์หอยองค์เล็ก บริเวณหน้าวัด

ในอดีตบริเวณพื้นที่ภาคกลางของเมืองไทยเคยเป็นทะเลมาก่อนคือหลักฐานที่นำมาใช้ในการอ้างอิง หากแต่บางมุมมองของความเชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยไม่รู้ที่มาเด่นชัด ในโลกแห่งจิตวิญญาณไม่มีอะไรมายืนยันถึงบาปบุญคุณโทษ เพียงแค่ได้ยินคำเหล่านี้ ความรู้สึกกลัวก็บังเกิด จนต้องแก้กรรมตัดบุญ ควันธูปลอยตลบอบอวลบริเวณปรัมพิธี จนผมเกิดนิมิตถึงศาสนสถานบางแห่งกลับเป็นพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ มนุษย์ปุถชนคนธรรมดามิอาจล่วงล้ำเข้าไปได้ ความจริงของมนุษย์ต่างดาว สนทนาธรรมเข้าเฝ้าพระพุทธองศ์ อิทธิปาฏิหารย์เหล่านี้จะยังคงอยู่ ตราบใดที่คนเรายังไม่ยอมตื่นจากโลกจินตนาการ แดดร้อน ลมแรงหรือมองเห็นเปลือกหอยนางรมจำนวนมากมายมหาศาล หรือว่ากลิ่นของธูปที่ลอยคละคลุ้ง จนผมพาลเวียนหัว.