เรื่องโดย: อรสม สุทธิสาคร

ภาพ: อัยย์ รินทร์

จงเป็นนักโต้คลื่นที่พร้อมเผชิญคลื่นลม สิ่งที่พึ่งพาได้มีเพียงสิ่งเดียว นั่นคือจิตที่พร้อมยอมรับในทุกสถานการณ์

ข้อคิดจากเพจของคุณพศิน อินทรวงศ์ กระทบใจชราชนอย่างฉันผู้รักแม่น้ำมากกว่าท้องทะเลเข้าโครมเบ้อเร่อ ในวัยปลายที่คงเหลือลมหายใจอีกไม่กี่เฮือกเช่นนี้ แน่นอนว่าชีวิตย่อมผ่านคลื่นลมมาสารพัน จนแทบอับปางทางใจก็หลายหน จิตพร้อมยอมรับสถานการณ์บ้าง ไม่พร้อมบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลัง

ล่วงมาในวัยนี้ คลื่นลมที่เคยปั่นป่วนเป็นทะเลครืนคลั่งกลับทำอะไรเราได้น้อยลง ในยามที่ยืนประจัญหน้าพร้อมเผชิญคลื่นลมที่อาจพัดพามาจากทิศทางใดก็ไม่รู้ ความหวั่นกลัวเหลืออยู่น้อยลงมากแล้ว นั่นเป็นเพราะเราเดินผ่านชีวิตมา ยินดีปรีดาบ้าง สะบักสะบอมบ้าง จนมองเห็นว่านี่แหละคือความธรรมดาของชีวิต ไม่มีอันใดจีรังเที่ยงแท้ ไยจะไปยึดไปเกี่ยวเหนี่ยวรั้ง เมื่อดวงตาเห็นสัจธรรมเช่นนี้ จิตใจก็ค่อยพร้อมน้อมรับทุกสถานการณ์ที่จะเข้ามาเองมันเป็นไปเช่นนั้นเอง….

เหมือนเช่นมีสิ่งมากระทบ แต่ใจไม่กระเทือน ทำนองนั้น หรือถึงจะกระเทือนบ้าง แต่ก็คล้ายมีฟูกหนานุ่มมารองรับ ไม่ซวดเซหมดทรง ไม่บอบช้ำอย่างที่เคยเป็นเมื่อครั้งยังเยาว์ และยามช่วงชีวิตผลิบาน เมื่อเราไม่ยืนต้านลมพายุ แค่มอง แต่รับรู้ จะลมพายุโหมกระหน่ำพัดกรูมาหนักหน่วงแค่ไหน ความเหนื่อยก็จะหายไป บอกตัวเองบ่อยๆ หรือจะว่าไปไม่ได้บอก แต่ชีวิตบอกเราเองว่าจะไปต้านแรงคลื่นฝืนลมให้เหนื่อยหนักไปทำไมกัน นี่คือผลอันสุกงอมของประสบการณ์เช่นผู้ผ่านทางชีวิตมานานยาวโดยแท้

การวางใจให้พร้อมยอมรับในทุกสถานการณ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับคนในวัยหนุ่มสาวที่อัดแน่นด้วยพลังของนักสู้ ฉันเองก็ไม่ต่างจากกระทิงเปลี่ยวที่พร้อมจะขวิด จะชนดะทุกสนามเสมอในวัยเช่นนั้น ต่อเมื่อวัยวันอันสุกงอมมาเยือน ใจเบาสบายขึ้นมาก หรืออาจเป็นเพราะขวิดดะจนเขาทื่อ เรียกว่าหากเป็นอาวุธ ก็ไม่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานแล้วก็เป็นได้ (ฮาาาาา)

วัยชราชน เราใช้สมอง คือความคิดมากกว่าการใช้กำลัง แค่ใช้กำลังในการประคองลมหายใจ ใช้ดวงตาฝ้าฟางในการมองโลก ใช้กำลังกายอันงกๆเงิ่นๆ ในการก้าวเดิน ทั้งสิ้นนี้ก็ฉายให้เห็นถึงกายสังขารอันเสื่อมถอยลงชัดแจ้งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว

แน่นอนว่าหนทางของคนแก่ที่ยังรักจะทำงาน เพื่อหล่อเลี้ยงกายและจิตวิญญาณ โลกรอบตัวเราอาจไม่ได้มีมุมที่สวยงามทุกมุม ชีวิตคนโดยปกติก็เป็นเช่นนี้แหละ ในบางสิ่งที่เราตั้งปรารถนา ย่อมมีคลื่นลมแรงบ้าง เบาบ้าง แวะมาทักทายเป็นระลอกเป็นธรรมดา มีทั้งของขวัญและก้อนอิฐ มีทั้งน้ำหอมอันหอมหวาน รื่นใจ และขยะอันหมักหมม เน่าเหม็น ไม่มีกฎยกเว้นให้กับผู้ใด ดวงตาคู่ฝ้ามัวที่มองโลกมากว่า ๖๐ ปี และใจที่เคยสัมผัสสุข ทุกข์มานานนับแต่ลืมตาตื่นชมโลก บอกให้ฉันและใครๆ ได้เรียนรู้ว่าหนทางของสุขและทุกข์นั้นเคียงคู่กันไปเสมอ

ชายหาดมอมะกัน ทวาย
หญิงสาวเพ่งตะวันยามอัสดง ณ ชายหาดมอมะกัน ทวาย

สุขจากความอิ่มใจ ปีติใจ เดินเคียงข้าง จับจูงมือกันมาพร้อมกับทุกข์ ความไม่พอกาย พอใจ เหมือนจะบอกเราว่าแท้แล้วเราได้พบทั้งสวรรค์ในนรก และพบนรกในสวรรค์ไปพร้อมกัน ชั่วขณะเดียวกัน ในวัยที่ยังเยาว์กว่านี้ เข้าซึ้งถึงความเป็นจริงข้อนี้ได้ยากเย็น และทำใจยอมรับได้ยากยิ่ง เราพร้อมจะสู้ พร้อมจะโต้คลื่นลมด้วยเจตจำนงแน่วแน่ ทั้งยังปรายตามองผู้สงบใจได้อย่างหมิ่นแคลนว่านั่นคือผู้แพ้พ่าย ใจอ่อนแอ เป็นคนถอดใจ ไร้คุณค่านัก

“อุเบกขา”…การวางใจยอมรับความเป็นไปของธรรมชาติ มองเห็นทุกสิ่งเป็นธรรมดา เป็นอนิจจัง พร้อมน้อมรับทุกสิ่งทั้งดีและร้าย สุขและทุกข์ เป็นเช่นนี้นี่เอง หัวใจช่างเบาสบาย โปร่งโล่งนัก ใจที่เป็นอิสระจากความเกาะเกี่ยว ผูกพันยึดติด มองเห็นหนทางข้างหน้าอีกไม่กี่ก้าวที่ทอดรออยู่คือลมหายใจเฮือกสุดท้าย เห็นการเดินทางอันโดดเดี่ยวเพียงลำพังตน ไม่หวังพึ่งพิงสิ่งใด ปลงใจ วางใจ เป็นเช่นนี้นี่เอง

คลื่นลมภายนอกอาจมีบางวันสงบ บางวันโครมครืนสนั่นหวั่นไหว แต่เมื่อใจตั้งมั่น ไม่ไหวหวั่น คลื่นลมจะทำอันใดได้เล่า ชราชนหนึ่งชีวิตผู้ยังกิเลสหนา ปัญญามืดบอดบ้าใบ้อยู่มิใช่น้อย ค่อยเพียรขัดเกลาใจตน จนพอประคับประคองใจได้ในระดับที่บอกตนเองว่าน่าพอใจตามสมควร สำนึกขอบคุณธรรมะของพระพุทธเจ้า และขอบคุณความเป็นธรรมดาของชีวิต โดยเฉพาะความแก่ชราที่มอบสมบัติอันมีค่า คือ “ความสุกงอม” การวางใจน้อมรับกับทุกสิ่งที่มีมา และที่จะเป็นไป โอดครวญทุรนร้อนกับสุข ทุกข์ที่กระทบน้อยลง ชมชอบความสงบสันโดษเพียงลำพังมากขึ้น

“เราทุกคนต่างเป็นนักโต้คลื่นในทะเลชีวิต” มาเป็นนักโต้คลื่นที่พร้อมเผชิญคลื่นลม ชมชื่นกับระลอกคลื่นที่โหมกระหน่ำอยู่รายรอบด้วยใจอันสงบเย็น เป็นใจที่ไร้คลื่นลม หรือมีคลื่นลมเพียงบางเบากันเถิดเป็น “ใจ” ที่เป็นเช่นนี้นี่เอง…