เรื่องและภาพ: อัยย์ รินทร์

ท้องฟ้าถูกปกคลุมไปด้วยเมฆฝน สายลมพัดโยกกิ่งใบมะม่วงจนโอนเอน ผมนั่งมองฝูงนกกระจอกส่งเสียงร้องกระจองอแง พวกมันถลาลงมารุมจิกกินข้าวในจานที่แม่วางไว้ ใกล้ๆ กันแม่ยังอุตส่าห์วางถ้วยใส่น้ำ หมายใจจะหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อจะถ่ายรูปบันทึก แต่หูตาของพวกมันช่างไว กระโจนบินหนีไปอย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อรู้สึกปลอดภัยจึงพากันลงมาจิกกินเช่นเคย

กินข้าวยัง?” คำถามที่เราได้ยินจนเคยชิน บางทีไม่เคยได้รู้เลยว่าคำๆ นี้มีค่า มีความหมายเพียงใด
ถ้าหากผมบอกว่า “ยัง”ผู้ถามก็จะหอบสังขารวัย ๘๐ เข้าไปในครัว เพื่อจัดเตรียมสำรับมาวางให้ นกตัวใหญ่อีกตัว ผมเลือกที่จะไม่ห้าม เพราะนั่นคือความสุขที่เธอตั้งใจจะทำให้ ชีวิตคนเราก็เหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย ยิ่งสภาวะปัจจุบันที่ไม่มีอะไรแน่นอน เหตุการณ์ร้ายๆ พร้อมกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ โดยที่เราไม่ทันคาดคิด เราล้มหายตายจากกันเพียงเสี้ยววินาที

ผมไม่อยากให้แม่มาเคาะที่กล่องสี่เหลี่ยม แล้วร้องเรียกด้วยน้ำตา “กินข้าวสิลูก” และผมเองก็ไม่ต้องการเคาะบอกแม่ว่า “แม่ครับกินข้าวด้วยกัน” เพราะบางทีมันอาจจะสายเกินไป หนังโฆษณาเรื่องหนึ่งที่บอกเล่าถึงการรอคอยของพ่อแม่ที่ฝ้ารอลูกมาร่วมวงกินข้าวด้วยกัน และเขามักจะหยิบคำว่า “ไม่มีเวลา งานยุ่งมากล่าวอ้าง รำคาญหงุดหงิด ที่จะนั่งล้อมวงกับพ่อแม่” หนังโฆษณาเล่ามาถึงตอนใกล้จบ ฉายภาพพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักของคนไทย ไม่ว่าจะทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายขนาดไหน พระองศ์ก็ยังทรงสละเวลาที่จะได้ร่วมเสวยพระกระยาหารกับพระราชมารดา ทำให้ผมนึกคำตอบที่ดูเย็นชาของตัวเอง สารพันข้ออ้าง เพราะมีนัดกินเที่ยวกับเพื่อนฝูงหรือคนรัก สำรับของแม่จึงเหลือเพียงที่เดียว

ฝูงนกกระจอก ส่งเสียงดังยื้อแย่งเศษข้าวในจาน สายลมพัดกลิ่นหอมจากสำรับที่แม่นำมาวางอยู่บนโต๊ะ พร้อมกับคำเรียกที่คุ้นเคย “กินข้าวเถอะลูก” คำสั้นๆ แต่ความหมายนั้นลึกซึ้งและเปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใย ที่มิอาจหาได้จากร้านอาหารและภัตตาคาร.

จากบางตอน ในหนังสือ “ดั่งนกขมิ้นหลงรัง

โดย:ชูลี สุชาติ

จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์เรือนพิมพ์แม่ชอบ

หมายเหตุ****

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม สนับสนุนโครงการอบรมเขียนอัตชีวประวัติบุพการี “หอมกลิ่นลำดวน” ผู้อ่านท่านใดสนใจติดตามได้ทางเพจนี้และเพจเรือนพิมพ์แม่ชอบ ส่วนรุ่นที่อบรมไปแล้วผลงานของท่านกำลังอยู่ในขั้นตอนของการจัดทำ โปรดรอด้วยใจระทึก!