เรื่องและภาพ : ธีรภาพ โลหิตกุล

เคยได้ยินชื่อ “ขนมสี่ถ้วย” ไหมครับ ? เขาว่าเป็นขนมไทยแท้แต่ดั้งเดิม ก่อนที่ มารี เดอ กีร์มา (ท้าวทองกีบม้า) จะคิดค้นตำรับขนมไทยที่มีไข่มาผสม คือ ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ฯลฯ ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งบางคนตีความว่าไม่ใช่ขนมไทยแท้ เพราะท้าวทองกีบม้าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น–โปรตุเกส จึงนำเอาวัฒนธรรมขนมของสองชาตินั้นมาประยุกต์ โดยเฉพาะทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง หลายคนรวมทั้งผมเองเคยไปเห็น ไปชิมต้นแบบที่โปรตุเกสมาแล้ว แต่ขนมสี่ถ้วยเป็นขนมไทยแท้ที่ยังไม่มี “ไข่” มาผสม ผมได้ยินชื่อมานาน จึงอยากรู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ทำไมต้องสี่ถ้วย วันหนึ่ง มีโอกาสนำนักท่องเที่ยวไทยที่สนใจเรื่องวัฒนธรรม ไปเที่ยว สุโขทัย- ศรีสัชนาลัย

จึงปรึกษา คุณสมชาย เดือนเพ็ญ นักวัฒนธรรมสายเลือดสุโขทัยแท้ ว่าพอจะเป็นไปได้ไหม ที่จะเนรมิต “ขนมสี่ถ้วย” ให้ลูกทัวร์ได้ชิมกันจริงๆ ไม่ใช่แค่เล่าให้ฟัง คุณสมชายบอกสบายมาก มีเครือข่ายนักวัฒนธรรมที่มีความรู้ และทำขนมสี่ถ้วยให้เรารับประทานกันได้ เราจึงช่วยกันออกแบบทัวร์ทริปนั้น ว่าหลังจากนำลูกทัวร์เดินชมและฟังบรรยายวัดสำคัญในอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัยจนแดดร่มลมตกแล้ว จะมีรายการพิเศษสุด คือขออนุญาตทางอุทยานใช้พื้นที่มุมหนึ่งของเจดีย์ช้างล้อม จุดที่ไม่ไปรบกวนนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น ปูเสื่อให้ลูกทัวร์นั่งฟัง อ.ประทีป สุขโสภา ขับเสภาและเล่นเพลงพื้นบ้านสุโขทัย สลับการรำและตีกลองมังคละ พร้อมเสิร์ฟ “ขนมสี่ถ้วย” ให้ชิมกันก่อนไปรับประทานอาหารค่ำ

โดยมีเกร็ดความรู้สอดแทรกด้วยว่า ขนมสี่ถ้วยเป็นขนมมงคลในงานแต่งงานของชาวสุโขทัยแต่โบราณนานมา ประกอบด้วย 1.ไข่กบ (เม็ดแมงลัก) 2.นกปล่อย (ลอดช่อง) 3.มะลิลอย (ข้าวตอก) และ 4.อ้ายตื้อ (ข้าวเหนียวดำ) นำมากินรวมในถ้วยเดียวกัน โดยใส่น้ำกะทิหรือน้ำเชื่อมตามใจชอบ เรียกว่า “ขนมสี่ถ้วย”

ลิ้มรสขนมแห่งมงคล

ทุกวันนี้ พ่อแก่แม่เฒ่าชาวสุโขทัยบางหมู่บ้าน ยังพูดว่า “ไปกินสี่ถ้วย” ในความหมายว่า ไปงานแต่งงาน…อย่างที่พูดกันในอดีตที่พิเศษสุด คือถ้วยที่ใส่ขนมให้นักท่องเที่ยวรับประทาน คือถ้วยสังคโลกสีเขียวไข่กา สีเอกลักษณ์ของศรีสัชนาลัย สั่งทำล่วงหน้าเป็นกรณีพิเศษในราคาไม่แพงเลย พอลูกทัวร์รับประทานขนมหมดก็ใช้กระดาษทิชชูเช็ด เก็บเข้ากระเป๋ากลับไปเป็นของที่ระลึกล้ำเลอค่าน่าประทับใจ บางคนนำไปใช้เป็นที่ใส่คลิปหนีบกระดาษตั้งไว้บนโต๊ะทำงานสุดเท่อีกต่างหาก

เล่าประสบการณ์ออกแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ฟัง เพราะผมชอบใจและชื่นชมแนวคิดของกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะฟื้นฟูการจัด “งานวัด” ทั่วประเทศ เพื่อกระจายรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน และปลุกจิตสำนึกคนไทยให้ใส่ใจเรียนรู้รากเหง้าท้องถิ่นตน อีกทั้งงานวัดก็จัดเป็นการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่งนั่นเอง แต่ในทางปฏิบัติ ผมคิดว่างานวัด ไม่จำเป็นต้องจัดที่วัดเสมอไป