เรื่องและภาพ:อัยย์ รินทร์

     ในค่ำคืนที่เมฆฝนแผ่ปกคลุมผืนฟ้าและหมู่ดาวจนแทบจะมองไม่เห็นปรากฏการณ์ทางช้างเผือก ภาพบื้องหน้าคือปราสาทหินศิลาแลงเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางความมืด  แว่วเสียงคนสนทนาหรือใครบางคนท่องบ่นคาถาอะไรสักอย่างอยู่ด้านหลัง และทุกๆ ครั้งที่สายลมเหน็บหนาวพัดผ่าน รู้สึกวาบหวิว สั่นสะท้านเข้าไปในความคิด ไม่อยากจะมโนว่านั่นคือเสียงของเทพยดาผู้ปกปักษ์รักษาหรือพระราชครู“ศรีชเยนทรวรมัน”ท่านยังคงสิงสถิตอยู่ ณ เทวสถานที่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ สร้างประทานแด่“สทาศิวะ” พระราชครูครั้งลาสิกขาจากสมณเพศและทรงใช้ปราสาทแห่งนี้ในพิธีบรมราชาภิเษก 

นารายณ์บรรทมศิลป์

    กล่าวกันว่าศาสนาสถานแห่งนี้คือกุญไขประวัติศาสตร์อารยธรรมขอมที่นักโบราณในระดับสากลให้การยอมรับ ราวปี พ.ศ ๒๔๕๔ ค้นพบหลักจารึกภาษาสันสกฤตและภาษาเขมร บริเวณมุมปราสาทประธานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือโดยนายลูเนต์ เดอ ลายองกิแยร์ (Lunet de Lajonquière)  ต่อมาร้อยตำรวจเอกหลวงชาญ นิคม บันทึกไว้ว่า พ.ศ ๒๔๖๓ พบหลักจารึกบริเวณด้านทิศเหนือของปราสาทประธาน ตำแหน่งที่พบอาจจะคลาดเคลื่อนกัน หากแต่บทบันทึกบนจารึกหลักนี้ได้บอกเล่าเรื่องราว  สภาพสังคมวัฒนธรรม พิธีกรรมและการนับถือศาสนา ลำดับเจ้าผู้ครองนครนับตั้งแต่   รัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ (พ.ศ ๑๓๔๕)กษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรเมืองพระนคร (Angkor) จนถึงรัชกาลพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ (ครองราชย์ ๑๕๙๓ – ๑๖๐๙ ) รวมเวลา ๒๕๐ ปี โดยประมาณ

สด๊กก๊กธมยามเช้า

วันเวลาผันผ่านนับร้อยนับ พันปีศาสนสถานแห่งนี้ยังอยู่แม้จะหักล้มลงบ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่บ่บอกถึงภูมิปัญญาอันชาญฉลาดในการออกแบบและก่อสร้างปราสาทหินของคนโบราณ ที่เกี่ยวเนื่องหลักดาราศาสตร์จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ทางธรรมชาติ 

ฟ้าสางเช้าวันที่ ๒๒  มีนาคม ๒๕๖๑ เป็นครั้งแรกที่ผมได้มายล“แสงแรกแห่งอรุณส่องตรงประตู ปราสาทสด๊กก๊กธม” คนบันทึกภาพจัดวางกล้องถ่ายรูป ผู้คนที่มายืนออรอคอยการกล้องมือถือรอท่าการมาของแสงแห่งพระสุริยัน กว่าท่านจะมาได้ส่งข้อความผ่านไลน์ บนบานศาลกล่าว เกือบจะ ๐๘.๓๐ น ทว่า…ยังดีกว่าท่านไม่มา

***หมายเหตุข้อมูลจากกรมศิลปากร

“ปราสาทสด็อกก็อกธม”สร้างขึ้นในพุทธศักราช ๑๕๙๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ในวโรกาสที่พระองค์ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานแห่งภัทรปัตนะซึ่งเคยถูกทำลายลงในช่วงสงคราม กลางเมืองสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ตามคำกราบบังคมทูลขอของพราหมณ์สทาศิวะ หรือชเยนทรวรมัน  โดยพระองค์ทรงสถาปนาศาสนสถานแห่งนี้ นามใหม่ว่า ภัทรนิเกตน (ที่อยู่อาศัยที่ดี) แด่พราหมณ์สทาศิวะ  ซึ่งเป็นพระราชครู พร้อมทั้งได้สถาปนาศิวลึงค์ อีกทั้งกัลปนาข้าทาสประจำศาสนาสถาน

ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านหนองเสม็ด หมู่ ๙ ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว 

***ปล.เสียงคนสนทนาหรือใครบางคนท่องบ่นคาถาอะไรสักอย่าง รู้สึกวาบหวิว สั่นสะท้านเข้าไปในความคิดที่ผมรอจนฟ้าสางแล้วขึ้นไปปราสาทองค์ประธาน คำตอบที่ได้คือ คือ คือและคือ “ค้างคาว”