เรื่องโดย: อัยย์ รินทร์

ภาพ:ธีรภาพ โลหิตกุลและอัยย์ รินทร์

ห้องเรียนที่หลายคนอาจมีคำถามว่าที่อื่นก็มีเยอะแยะทำไมไม่ไป ทำไมต้องไปวัด? ซึ่งก็อาจเป็นแง่มุมความรู้สึกนึกคิดของแต่ละคน สำหรับผมที่-ที่เราจะเรียนรู้ศิลปะวัฒนธรรม ประเพณีพื้นถิ่นซึ่งหลอมรวมพลังความเชื่อความศรัทธา เรียกได้ว่าเราสามารถเรียนรากรู้แก่นของความเป็นสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ ได้อย่างดีน่าจะเป็นศูนย์รวมจิตใจคือศาสนสถาน ผมกำลังพูดถึงวัดพระมหาธาตุวรวิหาร จังหวัดราชบุรี สถายที่แห่งเดียวแต่บอกเล่าศิลปะหลากยุคหลายสมัย เราได้เห็นศิลปะทราวดี ซึ่งเชื่อกันว่าได้รับอิทธิพลมาจากศิลปกรรมอินเดีย ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งราชวงศ์โมริยะ (พ.ศ.๒๖๙-๓๐๗) ส่งสมณทูต ๙ สายออกเผยแพร่พระพุทธศาสนา โดยพระอุตตระและพระโสณเถระ สมณทูตสายที่ ๘ ผู้เดินทางมายังดินแดนที่ชื่อว่าสุวรรณภูมิ(ยังเป็นข้อถกเถียงกันว่าจุดศูนย์กลางอยู่ที่ใด?)

“พระรัตนเมือง” หรือที่เรียกขานกันว่า “พระมงคลบุรี”

ซึ่งผมขอก้าวผ่านเรื่องที่ยังไม่มีข้อสรุป แต่จะขอพูดถึงความน่าทึ่งของอำนาจที่เคยเฟื่องฟูของพระเจ้าชัยวรมันที่ -๗ ด้วยการสร้าง “พระชัยพุทธมหานาค” (พระปรางค์นาคปรกสะดุ้งมาร)และส่งไปประดิษฐานตามหัวเมืองบริวารเมื่อราว ๘๐๐ ปีก่อน ล้อมรอบอาณาบริเสณไว้ด้วยกำแพงศิลาแลง ตามคติความเชื่อเรื่องภูมิจักร-วาลของขะแมร์ ล่วงมาถึงยุคสมัยสุโขทัยและอยุธยาตอนต้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ –๒๑ มีการก่อสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาซ้อนทับและสร้างพระปรางค์บริวารขึ้น อีก ๓ องค์บนฐานเดียวกันและมีการสร้างพระพุทธรูปหันหลังชนกันเป็น “พระรัตนเมือง” หรือที่เรียกขานกันว่า “พระมงคลบุรี”

กระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองราชบุรีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแม่กลอง(บริเวณวัดอมรินทร์) วัดมหาธาตุจึงกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา แต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ใน พ.ศ. ๒๓๓๘ พระภิกษุบุญมา ได้ธุดงค์มาเห็นวัดนี้มีสถานที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมจึงได้ขอความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนช่วยกันปัด กวาดซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ในที่สุด วัดมหาธาตุจึงกลับมาเป็นศูนย์กลางของศาสนาเฉกเช่นทุกวันนี้

แม้คำพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้ถึงความไม่จีรัง ยั่งยืนของสรรพสิ่ง ย่อมถูกต้องโดยแท้ หากแต่เรื่องราวในอดีตจะมีอะไรกันเล่า ที่บอกถึงพลังศรัทธาของคนในแต่ละยุคสมัย ดังในสารารุกรมไทยสำหรับเยาวชนฯ เล่มที่ ๑๖ ที่ได้บันทึกกระแสพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ร.๙)

 “โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถาน ทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่า และจำเป็น แก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ ศิลปะ และโบราณคดี เป็นเครื่องแสดงความรุ่งเรืองของชาติไทย ที่มีมาแต่ในอดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาให้คงถาวร เป็นสมบัติส่วนรวมของชาติไว้ตลอดกาล มีผู้กล่าวว่าขณะนี้ได้มีผู้สนใจ และหาซื้อโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุ ส่งออกไปต่างประเทศกันมาก ถ้าต่อไปภายหน้า เราจะต้องไปศึกษา หรือชมโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุของไทยเราเองในต่างประเทศ ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และน่าอับอายมาก เราจึงควรจะขวนขวาย และช่วยกันหาทางรวบรวมโบราณวัตถุ และศิลปวัตถุของเรา แล้วจัดสร้างพิพิธภัณฑสถาน เก็บรักษาไว้จะเป็นการดีที่สุด

ธรรมจักรรูปแบบทราวดี

ขอบคุณข้อมูลที่มา:

จากหนังสือประวัติสังคมไทยสมัยโบราณก่อนศตวรรษที่ ๒๕ (ชัย เรืองศิลป์)
วิกิพีเดียและสารานุกรมเยาวชน

https://thai.tourismthailand.org

https://watmahathaat.wordpress.com

http://oknation.nationtv.tv/mblog/my.php