เรื่องและภาพโดย: อัยย์ รินทร์

เพราะต้องเดินทางไปเรียนรู้และทำความเข้าใจ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน ทว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม ประเพณีความเชื่อ อันเป็น “อัตลักษณ์” ที่บ่งบอกถึงที่มาของชุมชนนั้นๆ คือตำรานอกห้องเรียน สถานที่-ที่ผมจะพูดถึง ว่ากันว่าในอดีตบริเวณแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการค้าท่าน้ำ และมีการค้าน้ำตาล จนกลายเป็นชุมชนใหญ่ มีศาสนสถานซึ่งเรียกขานกันว่า “วัดตาล” สันนิษฐานกันว่าแห่งนี้สร้างขึ้นราวปีกุน สัปตศก จุลศกราช ๑๑๗๗(พ.ศ.๒๓๕๔) โดยเจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ สมุหพระกลาโหม (แสง วงศาโรจน์) ต้นตระกูลวงศาโรจน์เจ้าเมืองราชบุรี คน ที่ ๒  นอกจากนี้ท่านยังมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา  อมรินทรฤาชัย ในสมัยรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒

     ต่อมาในพุทธศักราช ๒๓๖๐ แผ่นดินรัชกาลที่ ๒ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ย้ายเมืองราชบุรีมาตั้งอยู่ ณ บริเวณกรมการทหารช่างในปัจจุบันนี้ วัดตาล จึงอยู่ติดกับตัวเมืองราชบุรีใหม่ทางด้านเหนือน้ำ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์ได้นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระสมุทรมุนี (หน่าย) มาจากวัดโสมนัสวิหารมาปกครองวัด จดหมายเหตุของครูวินัยธรรม (อินท์) เขียนตามคำของพระสมุทรมุนีเล่าว่า

ฤาษีสูบบาลากู่

“เดิมวัดนี้เป็นป่ารกเป็นที่อาศัยของภิกษุจรจัดและคฤหัสถ์ผู้ร้าย ผีปีศาจดุร้าย ท่านจึงให้อุปัฎฐากแผ้วถางทำความสะอาดและอัญเชิญชื่อของพระยาอมรินทรฤาไชยมาต่อเป็นชื่อวัดว่า “วัดตาลอมรินทร์” แต่ชาวบ้านยังคงเรียก “วัดตาล” จะว่าไปหลักฐานที่พอจะยืนยันได้ถึงความหลากหลายของคนในชุมชนย่านนี้ สามารถดูได้จากประติมากรรมปูนปั้น อันบอกเล่าเรื่องราววิถีชีวิตผู้คน ศิลปินผู้ปั้นยังสามารถใส่อารมณ์ขัน ดังเช่นภาพเทพปกรณัม คลาสสิก เทพคิวปิด  สิงห์ ฤาษีสูบบาลากู่ ฯลฯ ที่บริเวณหน้าบันของพระอุโบสถหลังเก่า

แรงดลใจหลังบันทึกภาพ.ประติมากรรม ที่วัดตาล(วัดอมรินทร์ เมืองราชบุรี) ตำบล พงสวาย อำเภอเมืองราชบุรี ราชบุรี จินตนาการผ่านตัวประติมากรรมที่รอคอยการมาเยือนของคนเดินทาง