เรื่องและภาพโดย: อัยย์ รินทร์

   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเรื่องเล่าความรักระหว่างชายหนุ่มผู้ยึดอาชีพปลูกผักทำสวนกับหญิงสาวผู้ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในหมู่บ้าน ทั้งคู่ต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกันนับตั้งแต่แรกเจอ ความรักกำลังจะก่อตัวจนสุกหอม เมื่อมีคู่พระคู่นางก็ต้องมีนางร้าย คอยตามราวี ยื้อแย่ง นั่นก็คือหญิงสาวอีกนางผู้ปักใจหลงรักชายหนุ่มคนนั้น แม้ความรักของเธอจะเป็นแค่เพียงรักข้างเดียว ไม่ว่าจะพยายามใช้มารยาหญิงหรือเล่ห์เพทุบายสักเพียงใด หัวใจของชายหนุ่มคนนั้น ก็ไม่มีที่ว่างให้เธอได้เบียดแทรกเข้าไป ในเมื่อเธอเองก็มีหัวใจรักใครสักคนและอยากครอบครองไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม…แม้มันจะผิดศีลธรรม

      ค่ำวันหนึ่งท่ามกลางพายุพัดโหมหระหน่ำ ชายหาปลามองเห็นเงาร่างของคน ๓ คนกำลังยึดยื้อฉุดดึงและแล้วเงานั้นก็เลือนหายไปพร้อมกับลมพายุสงบลง ไม่มีใครรู้ว่าเงานั้นหายไปไหน กระทั่งสามเดือนต่อมา มีต้นไม้ต้นหนึ่งเจริญเติบโตขึ้น ณ บริเวณที่เงาร่างของสามคนหายไป ในยามค่ำคืนจะมีเจ้าแมลงส่องแสงสีทองที่ลำตัวแสงสีทองโบยบินอยู่รอบกิ่งใบและที่โคนของต้นไม้-ต้นนั้นมีรากไม้พัวพันรั้งเอาไว้ คือนิทานปรุงแต่งจากจินตนาการและวิถีดำรงชีวิตของผู้คนสมัยก่อนที่ผูกพันกับสายน้ำ นิทานเรื่องนี้ก็เพื่อบอกเล่าให้คนมองเห็นความงามส่วนหนึ่งกับธรรมชาติโดยใช้ความรักของนายลำพู หญิงหิ่งห้อยและนังโกงกาง ในยุคสมัย ๔ จี ก็มีนิทานที่มีตัวละครคนกลุ่มเล็กๆ ที่มี “อำนาจ”และเมื่อมันถูกควบรวมกับความต้องการจึงเป็นพลังทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว 

คนหาปลา

     “วิถีชีวิตดั้งเดิมของมนุษย์เรา เกิด มีและเป็นอยู่กับธรรมชาติ-ธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง มนุษย์เรามาปรุงแต่งเองแรก ๆ ก็ปรุงแต่งเพียงเล็กน้อยและแล้วก็มากขึ้น ๆ จนธรรมชาติไม่เหมือนเดิม แน่ละมันอาจเปลี่ยนแปลงด้วยตัวมันเอง หากแต่ยังมีมนุษย์บางกลุ่มคอยเร่งเร้า คอยทำลาย และถ้าหากไม่มีใครช่วยกันชลอคนเหล่านั้น สักวันจะไม่เหลืออะไรให้จดจำ ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม….” จากหนังสือเลสาบบ้านเรา ๒๐๐๙.  ให้หวนคิดถึงคำพูดของพี่ชายท่านหนึ่งที่เคารพรัก แม้นเราจะไม่ได้พบกันเป็นเวลาค่อนปี หากผมยังคงติดตามเรื่องราว ภาพถ่ายและการบอกเล่าถึงความอุดมสมบูรณ์ของพรุควนขี้เสียน ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง พื้นที่ชุ่มน้ำ (แรมซาร์ไซต์) แห่งแรกของประเทศไทย และเป็นลำดับที่ ๙๔๘ ของโลกหลังประเทศไทยได้เข้าร่วมภาคีอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ในลำดับที่ ๑๑๐

บางมุมของยอ ยักษ์ จากห้องพัก

    “ผมหยิบ ก้อนดินมานั่งดู นั่งจินตนาการณ์ ถึงสิ่งที่คนเราอุปโลกขึ้นมา สิ่งเหล่านั้นถูกแปลงเป็นของมีค่าราคาแพง แต่สำหรับผมแล้วดินนี่แหละคือสิ่งล้ำค่าและมีมานานกว่าของมีค่าใด ๆ ธรรมชาติก็เช่นเดียวกัน”   จะว่าไปในนิทานความรักของนายลำพู หญิงหิ่งห้อยและนังโกงกาง ก็คล้ายกับเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันเมื่อนายลำพูและหญิงหิ่งห้อยจับจ้องแต่ทำลายธรรมชาติ ไม่ผิดกระมังหากนังโกงกางจะลุกขึ้นมาขัดขวางและทวงคืนสิทธิในสิ่งที่รักและหวงแหน

เจ้าเพื่อนยาก

***ปล.ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นบทบันทึกร่วมของความทรงจำ ในวันที่ควานหาภาพถ่ายเมื่อครั้งเดินทางไปเที่ยวปากประ ทว่ามันอันตรธานหายไปจากแอ็กซ์เทอร์นอล.

บทความที่น่าสนใจ:

ชาวนครศรีฯ-พัทลุง ประท้วงยุติโครงการน้ำของกรมชลฯ : PPTVHD36https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/97253‘ชีวิตคนทะเล(ไม่)น้อย’ สายใยที่ยึดโยง ณ ‘ปากประ’ | เดลินิวส์https://www.dailynews.co.th/article/672402

การประท้วงต่อต้านแผนสร้างเขื่อนในพัทลุง | Open Development Thailandhttps://thailand.opendevelopmentmekong.net/…/protest-held-against-planned-dam-in-…

คอลัมน์การเมือง – ประตูกั้นน้ำเขื่อนปากประ – แนวหน้าhttps://www.naewna.com/politic/columnist/37345

อนุสัญญาแรมซาร์ หรืออนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ | WWFwww.wwf.or.th/what_we_do/wetlands_and_production…/ramsarconvension/