เรื่องและภาพโดย:อัยย์ รินทร์

เมฆฝนเริ่มก่อตัวทะมึนดำ ก่อนม่านฝนโปรยปรายลงมา ขณะที่ผมนั่งอยู่ศาลาเพิงพัก ท่ามกลางสายฝน ผมนั่งมองพระพุทธรูปปางห้ามญาติ ใกล้ ๆ วิหารพระนางที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ไอหมอกแผ่กระจายปกคลุม จนเห็นอัศจรรย์ของธรรมชาติ ค่ำคืนนี้เราจะสัมผัสบรรยากาศเขาศูนย์ ในวันที่ไร้เสียงปืน เสียงขุดเจาะ ระเบิดหลุมแร่

หมู่นกกาเริงร่ารับอรุณรุ่ง ละอองหมอกก่อตัวเป็นทะเลหมอกสีขาวราวกับปุยนุ่น แผ่กระจายปกคลุมผืนป่าและขุนเขา ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ ทอแสงสีทองโอบไล้ผืนฟ้า ทะเลหมอกค่อย ๆ จางหายไป กลับมีผีเสื้อ แมงปอโบยบินดมดอมมวลผกาทดแทน

ไม่ว่าอดีตของเขาศูนย์จะเป็นเช่นไร แม้บางเรื่องราวจะกลายเป็นเรื่องเล่าไม่น่าจดจำ ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่วุ่นวาย แย่งชิง เข่นฆ่า กลับมีความงดงามของความรัก ถึงแม้จะเป็นรักที่ต้องพรากจาก ระหว่างเถ่าชิ่วแม่ค้าขายข้าวแกงกับนายหัวผู้คุมหลุมแร่ ที่นำพาให้ผมได้กลับมา ย้อนความหลัง ย่ำรอยเท้าไปตามรอยทางที่เธอและเขาเคยเดินจูงมือกัน

“นี่แหละบ้านของเรา บ้านที่มีพ่อแม่กับลูก เราเคยอยู่ตรงนี้ เงาะต้นนี้ลูกชอบปีนขึ้นไป” วันเวลาได้กลบเกลื่อน “เหมืองแร่เขาศูนย์” ให้กลายเป็นเรื่องเล่าในวันวาน ยุคสมัยหนึ่งผู้คนมากมายที่มาแสวงหาความร่ำรวยบนขุนเขาแห่งนี้ บ้างกลับไปโดยไม่มีอะไรติดตัว บ้างถูกหามลงในสภาพร่างไร้วิญญาณ และบางคนก็มิได้กลับลงไปอีกเลย เรื่องราวความรักที่พลัดพราก ระหว่างนายหัวผู้คุมหลุมแร่กับเถ่าซิ้ว แม้เขาจะจากไปนานหลายสิบปี ไม่แน่นะเขาอาจจะไปรอเธอคนนั้น ที่ปลายทะเลหมอก“เขาศูนย์” ก็เป็นได้ใครจะไปรู้…

การเดินทางเพียงลำพัง ย่อมมีความรู้สึก เหงาโดดเดี่ยว แล้วถ้าคนใดคนหนึ่งที่เคยใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน มีห้วงเวลาดี ๆ ร่วมกัน อารมณ์ความคิดถึงจะไม่ผุดพรายขึ้นมาบ้าง กระนั้นเชียวหรือ? แม้ผีเสื้อตัวนั้นจะจากไป แต่ดอกไม้ก็ยังเบ่งบาน รอคอยวันร่วงโรยและจากลา …

จากตอนหนึ่งในหนังสือ: ดั่งนกขมิ้นหลงรัง