เรื่องและภาพ : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง

บ่าย 3, 13 กุมภาพันธ์ 2652

ผมเพิ่งออกมาจากบางขวาง ตั้งแต่ต้นปีนี้ ครูสารคดี (อรสม สุทธิสาคร,  วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์,  วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง) เข้าออกเรือนจำบางขวาง-แบบไปเช้ากลับเย็นกันทุกสัปดาห์ เพื่อสอนการเขียนเรื่องเล่าให้กับผู้ต้องขังซึ่งเป็นนักเรียนกินนอนอยู่ในเรือนจำ นอกจากแบ่งปันวิชาการเขียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์การอ่านกันแบบเอาจริงเอาจัง ต้นชั่วโมงเรียนจะมีวงคุยความในใจ ผ่านโจทย์คำบางคำอย่างง่ายๆ สบายๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ให้พลังมาก ทำให้เขาได้ดิ่งลึกลงสู่ห้วงน้ำภายในใจตน ได้ระบายสิ่งที่ค้างคาอยู่ในความรู้สึก และบ่อยครั้งยังส่งพลังให้เพื่อนที่ร่วมฟังอยู่ในวงด้วย

เช้าวันก่อนนักเรียนหนุ่มใหญ่ร่างกายกำยำบึกบึนพูดถึงคำ “ขอโทษ” ว่า “ผมอยากขอโทษลูก ที่ผ่านมาผมคิดว่าผมทำทุกอย่างเพื่อเขา  แต่ตอนลูกมาเยี่ยมผม ลูกบอกว่าหนูไม่ต้องการอะไรเลย ขอแค่ได้นอนกอดพ่อ…” แล้วเขาก็ร้องไห้ออกมา 

หลายคนน้ำตาไหลไปด้วย ในจำนวนนั้นคงมีทั้งคนที่เป็นพ่อ และคนที่คิดถึงพ่อ ผมเชื่ออย่างนั้น    เพราะหลายๆ ครั้งหลายคนต่างก็พูดตรงกันว่า แดนตะรางทำให้ได้รู้ว่าไม่มีใครรักเขาเท่าบุพการี แต่เพิ่งมาคิดได้เมื่อไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันเสียแล้ว นักเรียนวัยหนุ่มบางคนถึงกับสลักชื่อพ่อแม่ไว้เป็นลายสักเหนือหูทั้งสองข้าง!

วาเลนไทน์-ลูกผู้ชาย
ฎีกาอภัยโทษช่วยให้นักโทษประหารรอดตาย และมีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่

ก่อนนั้นนักเรียนผู้เขียนเรื่องเล่าจากแดนประหารบางคนเล่าว่า ข่าวสารจากพ่อทำให้ใจเขาตื่นฟื้นจากความหดหู่แบบอยู่รอวันตาย หันกลับมามาวิ่งออกกำลังกายทุกเช้า หลังจากพี่สาวมาเยี่ยมแล้วเล่าว่าพ่อยังรอเขาอยู่ที่บ้าน ทุกเช้าพ่อวัยไม้ใกล้ฝั่งวิ่งออกกำลังกายเพื่อรักษาสุขภาพไว้ให้ได้จนถึงวันที่เขากลับออกไปหา  ได้ฟังอย่างนั้นเช้ามาเขาก็ออกวิ่งในรั้วกำแพง ด้วยความรู้สึกว่าตัวเองกำลังวิ่งอยู่กับพ่อ เพียงแต่อยู่กันคนละที่ ต่างคนต่างวิ่งเพื่อถนอมสุขภาพตัวเองไว้ เพื่อจะรอวันออกไปพบหน้าและได้วิ่งด้วยกันจริงๆ

ต่อมาเขาได้รับอภัยโทษจาก “พ่อของแผ่นดิน” ได้รับการลดโทษ กระทั่งได้รับอิสรภาพ  เขาได้กลับไปพบหน้าพ่ออีกครั้ง ไม่เพียงออกวิ่งด้วยกันตอนเช้า  แต่คุณพ่อวัย ๘๓ กับลูกชายวัย ๕๒ ยังชวนกันทำกิจกรรมบำเพ็ญบุญที่นั่นที่นี่ด้วยกันเสมอ ชดเชยเวลาเกือบยี่สิบปีที่เขาถูกตัดขาดจากญาติมิตรและอิสรภาพ มาอยู่ในโลกหลังกำแพง 

วงแบ่งปันประสบการณ์การอ่านเพื่อเรียนรู้การเขียนร่วมกัน

 ในห้องเรียนการเขียนมีหนังสือให้อ่าน หนังสือวรรณกรรมอันหลากหลายนั่นแหละเป็นตำราการเขียนอย่างดีให้กับนักเขียนใหม่ เราเอามาผลัดกันอ่านให้กันฟัง และบางทีครูก็ได้นั่งอ่านระหว่าง รอเวลาสอน วันนี้ผมหยิบ “เดินสู่อิสรภาพ” สารคดีบันทึกประสบการณ์เดินเท้าทางไกลและการเดินทาง “ข้างใน” ของ ประมวล เพ็งจันทร์ มาอ่านอีกครั้ง ย่อหน้าหนึ่งบอกว่า

ผมได้บอกเขาว่า เขาโชคดีมากที่มีลูกสาว ผมเองมีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีลูกสักคน แต่ผมไม่มีโอกาสที่จะได้เป็นพ่อ ถ้าหากเงินทองทรัพย์สิน เกียรติยศ ชื่อเสียงที่ผมมีอยู่นี้รวมกันเป็นอย่างหนึ่ง และการได้เป็นพ่อก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง แล้วให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว ผมไม่ลังเลเลยที่จะเลือกเอาการเป็นพ่อที่มีลูกสาว  ผมไม่มีลูกแต่ผมก็พอจะรู้ว่าการเป็นพ่อของลูกนั้นยิ่งใหญ่ปานใด…ความเป็นพ่อช่างงดงามยิ่งนัก ไม่ว่าจะไปสถิตอยู่ในร่างของใครความเป็นพ่อก็จะไม่มีบิดเบี้ยวบกพร่อง ไม่ว่าความเป็นพ่อในร่างชายขี้เมา หรือความเป็นพ่อในร่างของผู้นำประเทศ

ห้องเรียนเรียบง่ายในเรือนจำกลางบางขวาง

สองสามวันก่อน ลูกชายวัย ป.1 ถามว่า “ใกล้ถึงวันวาเลนไทน์แล้ว พ่อเล่าประวัติความเป็นมาให้ฟังหน่อยสิ” นี่ล่ะ ที่ทำให้ผมอยากบันทึกเรื่องราวที่ไม่ค่อยปะติดปะต่อนี้เอาไว้ วันนั้นผมตอบลูกชายไปพอกล้อมแกล้มตามวัยของคนถาม บันทึกเรื่องนี้ไว้ เผื่อให้เขาได้มาอ่านเองเมื่ออ่านหนังสือคล่อง  เขาจะได้รู้ว่า “รัก” แห่งวาเลนไทน์ กว้างไกลกว่าแค่เรื่องหนุ่มสาว