โดย อัยย์ รินทร์

   ปลายนิ้วของเด็กหนุ่มกดลงบนเส้นลวด สายของนาเด่ย(พิณกะเหรี่ยง)” ให้จังหวะสอดรับกับเสียงทุ้มแหลมและท่าทางที่แสดงออกถึงความตั้งใจในการร้องเพลงเรียกขวัญ ภิบือโหย่(แม่โพสพ) ของคุณลุงทนงวัย ๖๐ ผู้ผจญกับโรคอัมพฤกษ จนไม่สามารถใช้มือบรรเลงเพลงพิณกะเหรี่ยงได้เหมือนเดิม นับว่ายังโชคดีที่คุณลุงถ่ายทอดปูมความรู้ให้กับลูกชายได้สานต่อ 

ขวัญเอย ขวัญมา ขวัญพระแม่โพสพ จงกลับมา”ถอดถ้อยร้อยความหมายในเนื้อหากล่าวถึงความเชื่อและศรัทธาใน “ภิบือโหย่ หรือ ผีบือโย” ของชาวคนกะเหรี่ยง บ้านโมรข่า ต.หนองลู ท่วงทำนองเพลงพิณที่ผสานกับน้ำเสียงดังก้องกังวานอยู่ในความคำนึง ให้คิดถึงชายชราวัย ๘๒ ฤดูกาลผู้เป็นเจ้าของพื้นที่ในกิจกรรมฟาดข้าว ภาพคุณตาซองติ้งหยิบยาเส้น ยัดลงในเบ้าแล้วจุดด้วยไฟเช็คก่อนจะพ่นควันโขมงออกมา แม้จะติดขัดกับการสื่อสารทางภาษา ทว่าเราสื่อสารกันด้วยสายตาและท่าทาง

คุณตาซองติ้ง  ไทรสังฮิติสุรีย์

แดดร่มลมตกหลังจากตระเตรียมงานเสร็จสรรพ คุณตาซองติ้งกวักมือให้ผมเดินตาม ไม่ทันได้ถามว่าจะพาไปไหน ตะแกเดินลิ่วนำหน้า ไม่น่าเชื่อว่าชายชราวัยขนาดนี้ จะเดิน เหินบนเถียงนาอย่างคล่องแคล่ว จนถึงบ้านบ้านฝาไม้ไผ่ขัดแตะอยู่กันสองผัวเมีย ลูกเต้าแยกย้ายไปสร้างบ้านสร้างครอบครัวอยู่ใกล้เคียง คุณตาซองติ้งกวักมือให้ผมนั่งลงใกล้ๆ หันไปหยิบสายตะกรุดสีชมพูออกมาจากห่อผ้าที่ซ่อนไว้ใต้หมอน พร้อมกำชับว่าให้อยู่ในศีลในธรรมแล้วสิ่งนั้นจะคุ้มครอง ผมน้อมรับแต่ในใจยังคงตะหงิดๆ กับศีลบางข้อที่ยังปฏิบัติไม่ได้ซะที 

      เมื่อพูดถึงชาวกะเหรี่ยงผมขอหยิบ บทความวิจัยที่นักวิชาการตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่าชนชาติกะเหรี่ยงหลบหนีสงคราม แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัดว่ากะเหรี่ยงอพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เมื่อไร อาจจะอพยพเข้ามาในยุคสมัยพระเจ้าอลองพญา (อ่องเจยะ) ทำสงครามกับชนชาติมอญ และอีกครั้งในปี พ.ศ.๒๔๒๘ เมื่ออังกฤษยึดพม่าตอนเหนือได้ จึงทำการปราบปรามกะเหรี่ยงที่แข็งข้อต่ออังกฤษ ทำให้ชาวกะเหรี่ยงต้องอพยพเข้ามาในประเทศไทย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเขียนไว้ในหนังสือไทยรบพม่า ถึงเหตุการณ์ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยกทัพไปตีเมืองตองอู มีแม่ทัพกะเหรี่ยงคนหนึ่งเข้ามารับราชการนามว่า “สิน ภูมิโลกาเพชร” 

ชาวกะเหรี่ยง ร่วมแรงร่วมใจในประเพณีฟาดข้าว

“ ขวัญเอย ขวัญมา ขวัญจงกลับมาเถอะหนา” เสียงร้องของคุณลุงทนง สังขโสภา ร้องท่อนจบของบทเพลงที่เพรียกหา ขวัญเอยขวัญมาแม่โพสพ กลับคืนสู่เหย้าฟาดข้าวออกจากรวง เป็นอาหารเลี้ยงผู้คนและสิ่งมีชีวิต น้องประจักษ์(นักดนตรี)กรีดนิ้วลงบนสายพิณทิ้งจังหวะบรรเลงจบเพลง “ภิบือโหย่”

 *นาเด่ย(พิณกะเหรี่ยง) เป็นเครื่องดนตรีท่ีเป็นเครื่องดนตรีที่ เล่นเพื่อความบันเทิง ต่อมาได้เพิ่มบทบาทในพิธีกรรม สำคัญของชนเผ่า ได้แก่ พิธี ทำบุญข้าวใหม่ พิธี ผูกข้อมือ  

ขอบพระคุณ อจ.ฟ้อน เปรมพันธุ์ สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ที่กรุณาให้นักศึกษาแปลเนื้อเพลง “ภิบือโหย่”

เด็กน้อยชาวกะเหรี่ยง

ขอบคุณ:กำนันพุทธชาย หลวงวิเศษ,คุณตาซองติ้ง  ไทรสังฮิติสุรีย์,คุณลุงทนงและน้องประจักษ์ สังขโสภา 

อ้างอิงจาก: บทความวิจัย พิณกะเหรี่ยงจังหวัดกาญจนบุรี  โดย จรัญ กาญจนประดิษฐิ์

และกลุ่มชาติพันธุ์-ศูนย์มนุษวิทยา สิรินธร