โดย: อัยย์ รินทร์

       คนไทยยุคนี้น่าเป็นห่วง ลืมตาขึ้นมาก็กินแต่สารพิษ ต่อไปหาคน ๘๐-๙๐ ปีคงหาไม่ได้แล้ว แค่ ๕๕-๖๐ปี ร่างกายก็รวนหมดแล้ว ขอถามหน่อย ภาคใต้ปลูกอะไร?  ตะวันออก? ภาคเหนือ,ภาคกลางปลูกอะไรหนีสารเคมีพ้นมั๊ย?! ทุกอย่างต้องใช้สารเคมี แม้แต่อาหารที่กินเข้าไปคุณรู้มั๊ย?! ว่ากินสารเคมีไปเท่าไหร่?  ตัวอย่างง่ายๆ คนไทย ๑๐๐ ครัวเรือนหุงข้าวต้มแกงน้อยกว่าครึ่งเสียด้วยซ้ำ ไม่เหมือนคนสมัยก่อน คำว่าอาหารสำเร็จรูปคุณกินสารเคมีไปเท่าไหร่? เราเคยวิจัยกันมั๊ย?!”

ลุงถนอม ภู่เงิน
ภาพโดยจิรา ชุมศรี

เจอประโยคคำถามเหล่านี้ ทำให้ผมอึ้งในความคิดของคุณลุงถนอม ภู่เงิน เจ้าของสวนตาล จ.เพชรบุรี พาลให้นึกถึงวิกฤติการณ์คนเมืองกรุงและปริมณฑลที่กำลังเผชิญ กับการสูดลมหายใจเอามลพิษทางอากาศ กินอาหารปนเปื้อนไปด้วยสารเคมี  ก็คงโทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ ในเมื่อเราต่างคนต่างเลือกที่จะเพิกเฉย เฝ้ามองและก่นด่า เช้าวันสบายๆ และทุกวันอาจเป็นวันสบายของชายชราวัย ๘๒ ฤดูกาล ลุงถนอมนั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงิน มองดูผู้คนแปลกหน้าที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยือน คอยสอบถาม ทักทาย พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราว เป็นเรื่องราวระหว่างทาง

ลุงถนอมเล่าย้อนวันวารในวัยสี่ขวบก็เจอกับมหาสงครามเอเชียบูรพา ชีวิตวัยหนุ่มยึดอาชีพทำนา สวนมะนาว  กล้วยไข่ และมะละกอ หลายปีหมดไปกับความพยายามค้นหา ‘เพชรน้ำเอก‘ ท้ายที่สุดก็หวนคืนสู่วิถีดั้งเดิม ลงแรงปลูกตาลในพื้นที่ ๑๐ ไร่ ด้วยคุณลักษณะของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งตาลโตนดเป็นพืชประจำท้องถิ่นและสิ่งสำคัญคือมันสามารถดูแลตัวเอง ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ฉีดสารเคมี  จากคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่า ที่ว่ากันว่าต้องใช้ระยะเวลาในการปลูก ถึง ๑๘ ปี ซึ่งมันไม่จริงเสมอไปเพราะลุงถนอมใช้เวลาเพียงแค่ ๑๒ ปี ก็ได้ผลผลิตแล้ว

คนเก็บน้ำตาล

   ตะวันสาดแสงอ่อนทะลุผ่านใบตาล ชายหนุ่มอีกคนมาพร้อมกับกระบอกไม้และมีดปาดตาลสองมืออันทรงพลังและสองเท้าที่เหยียบย่ำลงบนบันไดไม้ไผ่ค่อยๆ ไต่ขึ้นจากโคนต้นและข้ามไปยังอีกต้นด้วยความชำนาญ เมื่อไม่มีไม้ใหญ่บังแสงแดด ก็ทำให้ต้นตาลเจริญงอกงาม เมื่อไม่มีการแข่งขันกันสร้างตึกสูงตระหง่าน โรงงานผลิตสินค้า ยวดพาหนะที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ  ๑๐๐ พันล้านปัญหาที่คนเมืองต้องเผชิญ.

ขอบคุณ:ลุงถนอม ภู่เงินเจ้าของสวนตาลโตนด ต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี