เรื่องและภาพโดย อัยย์ รินทร์

สายฝนสาดลงมาอีกระลอกขณะที่คนขับรถค่อยๆ เคลื่อนรถออกจากท่าแพ รถทะยานสู่ถนนหนทางอันสูงชันและลื่นไถล หากไม่ใช่ผู้ชำนาญเส้นทางหรือกระบะประเภทขับเคลื่อนสี่ล้อก็คงลำบาก ทว่าความเหน็ดเหนื่อยมลายสิ้นเมื่อเห็นทุ่งหญ้า โล่งกว้างฝูงวัว ควายต่างเล็มหญ้าอ่อนกันกันอย่างเพลิดเพลิน    คนขับรถเหยียบคันเร่งแล่นฝ่าลำคลอง สุวิทย์บอกว่าถ้าหากเป็นช่วงที่ฝนตกเยอะรถไม่สามารถแล่นผ่านไปได้ ต้องวิ่งอ้อมเนินเขา แล้วป้ายบอกชุมชน ปิล๊อกคี่ก็ปรากฎอยู่เบื้องหน้า ผ่านชุมชนที่เรียกตนเองว่าเป็นชนกระหร่างนับถือคริสต์ศาสนา

 

ฝูงวัว ควาย ในทุ่งหญ้า

      เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา ดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า  เราตัดสินลุยน้ำข้ามคลอง เดินฝ่าสายฝนกับหนทางที่ลื่นไหล เปียกแฉะ ลาดสูงและดิ่งชัน ไม่อยากจะบอกว่าครูเล็กหนึ่งในคณะอายุท่านถึงเลขเจ็ดนำหน้า ไม่อยากจะคิดถ้าท่านเกิดหกล้ม หรือได้รับผลกระทบหลังเดินทางจะเป็นเช่นไร ช่างเถอะเมื่อตัดสินใจลงเรือลำเดียวแล้วก็ต้องไปด้วยกัน  ในขณะที่ผู้ชำนาญเส้นทางอย่างพ่อและสุวิทย์ต้องค่อยช่วยพยุงฉุดดึง เนินเขาลูกที่สาม เกิดคำถามภายในใจ ไหนพ่อสุวิทย์บอกว่า “ก้ายๆ แค่ครึ่งซั่วโมง ทางเดินซบาย” เราก็ได้แต่บ่นในใจไกลอิ๊บหาย บอกมาได้แค่ ๓๐ นาที เสียงหายใจกึกก้องอยู่ในหัว ดวงดาวระยิบระยับพราวยามเมื่อหลับตา  “ไม่ได้!”…ผมบอกกับตัวเอง ยิ่งลืมตาขึ้นมาเห็นภาพของครูเล็กวัย ๗๐ กับท่าน อจ.ฟ้อนวัยใกล้ ๖๐ ฤดูยังคงเดินตามหลังมา 

ราวกับเสียงจากสวรรค์ เมื่อภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือบ้านของสุวิทย์ กว่าจะได้มานั่งอยู่ ณ ชานระเบียงบ้าน-  สุวิทย์ สำหรับผมแล้วถือได้ว่าเป็นครั้งหนึ่งของประสบการณ์ชีวิต ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้สวมใส่เสื้อผ้าชุดเดียวตะลุยเจ็ดย่านน้ำ ไม่กี่ครั้งหรอกที่เราจะได้ทดสอบสภาพร่างกาย จิตใจของเราเอง 

  “เปาะ เปาะ เปาะ”เสียงเม็ดฝนหล่นกระทบหลังคาใบค้อ นานจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าในวันวานผมเคยหลบซ่อนตัวเองอยู่ในกระท่อมหลังคามุงจาก แต่หลังคาที่บ้านของสุวิทย์นั้นเป็นทำมาจากใบค้อ(ภาคเหนือ,ประจวบคีรีขันธ์),ก๊อแล่(เชียงใหม่),ทอ(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),นางกลางแจ๊ะ,มะก๊อซ่วม, มะก๊อแดง(ภาคเหนือ),โล้ล่ะ,หลู่หล่า(กระเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน),สิเหรง(ปัตตานี)จะชื่ออะไรก็ตามเถอะหากแต่มันคือวัสดุที่ทำมาจากธรรมชาติ   “คนเรามักจะรู้คุณค่า อะไรสักอย่างเมื่อมันขาดหาย” ในห้วงอารมณ์นี้ มีเสื้อผ้าขาดๆ วิ่นมีกลิ่น ตุ ๆ แต่ไม่เปียกผมก็ยอมที่จะหยิบขึ้นมาสวมใส่ ทำอย่างไรได้เมื่อมันไม่มี

…สำรับอาหารถูกนำมาวางอยู่ตรงหน้า ถึงเวลาร่วมรับประทานอาหาร ไก่บ้านต้มตะใคร้ นำพริกกะเหรี่ยงกับผักสดบ้านๆ หน่อไม้ต้ม  บรรยากาศย่ำค่ำภายใต้แสงนีออนที่ใช้พลังงานจากโซล่าร์เซลล์เพียงหนึ่งดวง และบทสนทนาคำบอกเล่าถึงความเป็นมาของครอบครัวจิตรสำเริง “หนูเกิดและเติบโตในชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ในพื้นที่รอยตะเข็บชายแดนไทย-พม่า วัย ๘ ขวบแม่ต้องวิ่งหลบหนีกระสุน ระเบิด จากการปะทะระหว่างทหารพม่ากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ข้ามภูเขาตะนาวศรีมากับคุณตาคุณยาย ลงหลักปักฐานที่ปิล๊อกคี่ ส่วนสามีเป็นทหารกองกำลังชนกลุ่มน้อย ต่อสู้กับทหารพม่าท้ายที่สุด ตัดสินใจวางอาวุธเดินทางเข้ามาอาศัยที่สังขละบุรี จนได้มาแต่งงานกับหนู มีลูกรวมสี่คน สุวิทย์เป็นลูกคนที่ ๒ เรายึดอาชีพปลูกมันสำปะหลัง ปลูกข้าว ทำสวนยางเลี้ยงสัตว์และหาเก็บของป่าขาย”

     ปกติแล้วสุวิทย์เสาร์อาทิตย์ไม่ได้กลับบ้าน เนื่องจากการเดินทางจากโรงเรียนร่มเกล้าฯกลับไปที่บ้านปิล๊อกคี่ แต่ละครั้งสุวิทย์ต้องนั่งรถต่อเรือต่อรถ เขาจึงเลือกเป็นนักเรียนประจำเช่นเดียวกับเพื่อนอีกหลายคน ในขณะที่บทเพลงแห่งความคิดถึงจากพงไพรบรรเลงจนดึกดื่น ก่อนจะแยกย้ายกันเข้านอนผมทิ้งคำถามกับพ่อแม่สุวิทย์… “ใครตัดต้นไม้จนภูเขาเหี้ยนเตียน ?”

 ไก่โต้งโก่งคอขันรับอรุณรุ่ง สายฝนยังคงทำหน้าที่ตั้งแต่เมื่อวานจวบจนวันนี้ก็เริ่มอีกระลอก น้ำร้อน กาแฟแบบซองและวงล้อมสภากาแฟก็เริ่มขึ้น “เอ่อ…คุงคูคะ! หนูขอตอบคำถามที่ครูถามไว้เมื่อคืนนี้ ก่อนที่พวกหนูจะมาอาศัยที่นี่ ต้นไม้ ผืนป่านั้นถูกตัดทำลายไปก่อนแล้ว จากสัมปทานหรือกลุ่มนายทุนลักลอบตัดไม้ พวกหนูจะตัดต้นไม้แต่ละครั้งก็เพื่อความจำเป็น เอามาทำเสา โครงบ้าน ไม่ได้ตัดเพื่อค้าขาย” แม่สุวิทย์หยุดพูดขณะยื่นแก้วน้ำร้อนส่งผม พร้อมรอยยิ้ม

    “คนอยู่กับป่าย่อมรู้คุณค่าของผืนป่า คนมาจากแดนไกลมองเห็นทุกสิ่งแปรค่าเป็นเงิน…ย่อมไม่รู้ค่าธรรมชาติ หนูดีใจมากที่ได้มาอาศัยในแผ่นดินไทยแผ่นดินที่มีพระมหากษัตริย์ “ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงดีมากๆ” แม้นเธอจะไม่ขยายคำอธิบายอะไร เราก็มองเห็นคำตอบนั้นได่จากภาพบนฝาบ้าน  การมาเที่ยวบ้านสุวิทย์ในครั้งนี้ อาจลำบากสำหรับคนที่อยู่กับความสะดวกสบาย คิดแล้วน่าใจหาย ที่พระมหากษัตริย์ไทยพระองศ์หนึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปทุกที่ ทุกแห่งบนผืนแผ่นดินไทย ด้วยเหตุนี้กระมัง พระองศ์จึงทรงเป็นที่รักยิ่ง ธ ทรงสถิตย์ใจทั้งผอง “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”

      คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ การดำรงชีวิตท่ามกลางความทุกข์ยากมองเห็นอีกด้านที่งดงาม ดังคำหนึ่งของหลวงปู่ติช นัท ฮันท์ที่ว่า  “No mud ,No lotus” ไม่มีโคลนตมก็ไม่มีดอกบัว บ่ายวันนั้นเราแยกย้ายกันไปตามหนทาง ภาพบันทึกต่างๆที่ถูกถ่ายเอาไว้เป็นเสมือนเครื่องมือหยุดกาลเวลา ลาก่อนชั่วขณะ วันข้างหน้าเราอาจได้มาเที่ยวบ้าน “สุวิทย์”กันอีกครา

กราบขอบพระคุณท่าน อจ ฟ้อน เปรมพันธุ์ ผอ.สำนักวัฒนธรรม มรภ.กาญจนบุรี, ครู เล็ก บ้านใต้ อจ.ศักดา ภุมรินทร์ ผอ.โรงเรียนร่มเกล้ากาญจนบุรี,ครู.กิ้งกับครูเอ็ม ท่ีร่วมกันเดินทางไปเที่ยวบ้านสุวิทย์

 ขอบคุณ: เสาวณีย์ จิตสำเริง (แม่), โบ เจ๊ะ (พ่อ) ด้วยใจจริง…

บันทึกการเดินทาง: หนังสือนพมณีกาญจน์ จัดทำโดย สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี