เรื่องโดย:อัยย์ รินทร์

สายฝนพรั่งพรำระคนกับกลองทับ ฉิ่ง โม่ง และคำบอก ๑๒ ท่วงท่าของนางมโนราห์ จากเครื่องเล่นซีดี นางมโนราห์ตัวน้อย เธอค่อยวาดลวดลายราวกับว่ากำลังจะบินหนีพิธีการบูชายัญ หน้ากองไฟ ดั่งในนิทานเรื่องพระสุธน นางมโนราห์ วรรณกรรมสมัยอุธยา หากแต่ในตำนานฉบับท้องถิ่นภาคใต้ นั้นเศร้ากว่าไหนๆ เล่ากันว่าเจ้าเมืองพัทลุงกับพระมเหสี มีพระธิดาพระนามว่าศรีมาลา ตั้งแต่เล็กจนโตพระธิดา ชอบร่ายรำมาตลอด พระบิดาก็ร้อนใจ รู้สึกละอายต่อไพร่ฟ้าประชาชน ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงตัดสินใจ ให้ทหารนำไปแม่ศรีมาลาลอยแพในทะเล

เกลียวคลื่นสาดกระหน่ำ ลมพัดแพของนางไปติดอยู่กับโขดหินที่เกาะสีชัง นางได้รับความช่วยเหลือจากพ่อขุนศรัทธา ซึ่งต่อมาพ่อขุนศรัทธาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม และสนับสนุนให้แม่ศรีมาลาตั้งคณะรำ แต่ยังไม่รู้จะตั้งชื่อคณะอะไร แม่ศรีมาลาจึงเล่าว่าระหว่างที่แพลอยอยู่ในทะเล นางระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ “อดีตชาติหนูเคยเกิดเป็นมนุษย์ครึ่งนก ในชาตินั้นหนูชื่อ “มโนราห์” ถ้าหากมีการตั้งคณะฟ้อนรำ หนูขอตั้งชื่อว่ามโนราห์

14606338_1323883044310975_6297957530626452290_n

นับแต่นั้นมาคณะมโนราห์เทพสิงหร ออกร่ายรำไปทั่วทุกแห่งหน ความทราบไปถึงพระยาพัทลุง จึงทรงรับสั่งให้ทหารไปรับมาแสดงในพระราชวัง คณะมโนราห์ก็มาแสดงตามคำเรียกร้อง พระยาเมืองพัทลุง ได้ทอดพระเนตรการแสดง ก็ทรงชื่นชมพอพระทัย เจ้าเมืองก็จำไม่ได้ว่าเป็น แม่ศรีมาลา เพราะแต่งกายในชุดมโนราห์ ดูผิดแปลกไป มีรูปทรงน่ารักน่าเสน่หา เจ้าเมืองจึงลุกจากที่ประทับเสด็จเข้าไปในโรงมโนราห์ ด้วยความเสน่หา แล้วได้จูงมือแม่ศรีมาลา พาไปยังตำหนักและเข้าไปในห้องทรง ให้แม่ศรีมาลา เปลี่ยนเครื่องทรงชุดมโนราห์ออก จะร่วมสมสู่กับกับนาง แม่ศรีจึงบอกความจริงว่า

“หม่อมฉันเป็นลูกของเสด็จพ่อนะเพคะ ลูกที่ท่านลอยแพไป หม่อมฉันยังไม่ตาย” ได้ฟังดังนั้นก็ทรงโกรธมาก จึงรับสั่งให้นำแม่ศรีมาลาไปถ่วงน้ำ นางขอร้องให้ทหารนำตัวไปพบคณะมโนราห์ และกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย เมื่อทุกคนรู้เรื่องราวก็พากันเศร้าโศกเสียไจไปตามๆ กัน

14516353_1323883094310970_7952739101640753897_n

นางศรีมาลาพูดกับคณะมโนราห์ว่า “บุญของหนูมาเกิดเป็นมนุษย์เพียงแค่นี้ เพราะหนูเกิดมาครบสิบสองชาติแล้ว ท่านทั้งหลายไม่ต้องเศร้าโศกเสียใจ เมื่อใดที่คิดถึงหนู ขอให้จัดโรงมโนราห์ขึ้น แล้วให้รำสิบสองท่า ว่าให้ครบสิบสองบท เล่นสิบสองเรื่องตามชาติเกิดของหนู” แล้วแม่ศรีมาลาก็ถูกนำไปถ่วงน้ำ

ท่ามกลางสายฝนโปรยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ยอมแม้กระทั่งกางร่มนั่งชมจนเปียกปอน ถึงจะแตกต่างกันในด้านภาษา แต่ศิลปะทุกแขนงย่อมมีอัตลักษณ์ของแต่ละชนชาติคือความงดงาม ผมรู้สึกเสียดายเจ้าภาพไม่น่าจัดการแสดงในห้วงเวลาฤดูฝน 

ติดตามตอนต่อไป…

ขอบคุณภาพประกอบจาก :ตาเอก ณวรัญญ์ ศิริสุนทร, พศวัฒน์ สิริศิลปศร,สุชาติ ชูลีและ

#ลานศิลป์ เขาสก#เจ้าผีเสื้อสานฝันบนลานรัก(๑)

เรื่องโดย: อัยย์ รินทร์